กรมการขนส่งเปิดประมูล "ทะเบียนรถตู้" ผ่านอินเตอร์เน็ตครั้งที่ 2 รายได้ร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน จัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกขับขี่ปลอดภัย


กรมการขนส่งทางบก เผย!!! เปิดประมูลหมายเลขทะเบียนรถตู้ของ กทม. ผ่านทางอินเทอร์เน็ตเป็นครั้งที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จในการประมูลครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อน รายได้ร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนน จัดกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านการขับขี่ที่ปลอดภัยและช่วยเหลืออุปกรณ์เพื่อการ ยังชีพแก่ผู้ประสบภัยจากการใช้รถใช้ถนน
.
นายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการขนส่งทางบก ได้นำหมายเลขทะเบียนรถตู้ ของกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด ซึ่งเป็นที่ต้องการหรือเป็นที่นิยมของประชาชนหมวดละ 301 หมายเลข ออกประมูลเป็นการทั่วไปเป็นครั้งที่ 2 โดยเปิดให้ประมูลผ่านอินเทอร์เน็ตที่ www.tabienrod.com ในหมวดอักษร ฮว กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 11 พฤษภาคม – 11 สิงหาคม 2559 ซึ่งนับเป็นการประมูลหมายเลขทะเบียนรถตู้ครั้งที่ 2 ของกทม. หลังจากประสบความสำเร็จจากการประมูลหมายเลขทะเบียนรถตู้หมวด ฮล กรุงเทพมหานคร เมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งหมายเลขที่ประมูลได้ในราคาสูงสุด คือ ฮล 9999 ประมูลได้ในราคา 1,268,000 บาท และหมายเลขทะเบียนประมูลได้ในราคาต่ำสุด คือหมายเลข ฮล 2112 ประมูลได้ในราคา 10,111 บาท ซึ่งในการประมูลครั้งดังกล่าวได้นำรายได้จากการประมูลเข้ากองทุนเพื่อความ ปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน จำนวนกว่า 25,000,000 บาท นอกจากนี้กรมการขนส่งทางบก ยังกำหนดให้มีการประมูลหมายเลขทะเบียนรถกระบะ ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตที่ www.tabienrod.com โดยหมวด 1ฒย กรุงเทพมหานคร เปิดประมูลตั้งแต่บัดนี้ จนถึง วันที่ 27 พฤษภาคม 2559 และส่วนภูมิภาคที่จังหวัดจันทบุรี ประมูลหมวด บว จันทบุรี ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 28 พฤษภาคม 2559 จังหวัดเชียงใหม่ ประมูลหมวด ผห เชียงใหม่ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2559 และที่จังหวัดชลบุรี ประมูลหมวด ผว ชลบุรี ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2559 โดยรายได้ทั้งหมดนำเข้ากองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนเพื่อนำไป รณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน และเป็นค่าอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการที่ประสบภัยจากการใช้รถใช้ถนน
.
รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า การประมูลหมายเลขทะเบียนรถตู้ดังกล่าวเป็นการประมูลทาง อินเทอร์เน็ตที่ www.tabienrod.com เช่นเดียวกับการประมูลหมายเลขทะเบียนรถกระบะ ซึ่งเป็นแบบกำหนดช่วงเวลา ตามวันและเวลาที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ผู้สนใจสามารถเสนอราคาได้ 2 แบบ คือ การประมูลทางอินเทอร์เน็ตแบบ เสนอราคาแข่งกับผู้ประมูลรายอื่นด้วยตนเอง และการประมูลทางอินเทอร์เน็ตแบบเสนอราคาล่วงหน้า (Maximum bid) ทั้งนี้ การประมูลทะเบียนรถแบบเสนอราคาแข่งกับผู้ประมูลรายอื่นด้วยตนเอง ระบบจะนำราคาที่ผู้เสนอแสดงให้ผู้ประมูลราย อื่นทราบผ่านทางเว็บไซต์ และหากมีผู้ประมูลรายอื่นเสนอราคาสูงกว่าผู้ประมูลเดิม ก็สามารถเสนอราคาใหม่ได้จนกว่าจะ ถึงเวลาสิ้นสุดการประมูลเลขนั้นๆ โดยเมื่อถึงเวลาสิ้นสุดการประมูลหมายเลขใด หากไม่มีผู้เสนอราคาสูงกว่าราคาที่แสดงไว้ให้ ถือว่าผู้ประมูลที่ให้ราคาสูงสุดในขณะนั้น เป็นผู้ชนะการประมูลสำหรับหมายเลขทะเบียนรถนั้น ส่วนแบบเสนอราคาล่วงหน้า (Maximum bid) โดยผู้ประมูลจะเข้าไปเสนอราคาสูงสุดที่คิดว่าตนเองรับได้ไว้ล่วงหน้า และระบบจะดำเนินการประมูล และเพิ่มราคาไปตามลำดับราคาที่เพิ่มขึ้นของแต่ละกลุ่มหมายเลขจนกว่าจะไม่มี ผู้ประมูลรายอื่นเสนอราคาสูงกว่า หรือถึง ราคาสูงสุดที่ผู้ประมูลตั้งราคาไว้ หากไม่มีผู้เสนอราคาสูงกว่าราคาสูงสุดที่ผู้ประมูลตั้งราคาไว้จะถือว่าผู้ ประมูลแบบเสนอราคา ล่วงหน้าเป็นผู้ชนะการประมูลหมายเลขทะเบียนรถนั้น ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมประมูลหมายเลขทะเบียนรถตู้และรถกระบะ ติดตามกำหนดการประมูลทะเบียนรถแต่ละจังหวัดได้ที่ www.tabienrod.com หรือสอบถามรายละเอียดการประมูล หมายเลขทะเบียนรถสวยส่วนกลาง เพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน กรมการ ขนส่งทางบก โทรศัพท์ 02-272 5937 ส่วนภูมิภาคที่สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

หนุ่มขับรถตกเหวเหลือแต่โครงกระดูก ญาติแจ้งหายนานนับปี

ชาวบ้านพบโครงกระดูกมนุษย์ในซากรถยนต์ที่และมีรอยไหม้ ตำรวจเข้าตรวจคาดขับรถประสบอุบัติเหตุตกเขาช่วงที่ไม่มีคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (12 พ.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 15.15 น. สภ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ได้รับแจ้งมีผู้พบซากรถยนต์ตกไหล่เขา บริเวณถนนสายแม่นาจร-ปางอุ๋ง ระหว่าง กม.75-76 บ้านแม่นาจร หมู่ที่ 16 ต.แม่นาจร. อ.แม่แจ่ม และพบโครงกระดูกมนุษย์ในซากรถยนต์คันดังกล่าว
จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบซากรถยนต์กระบะซึ่งมีรอยไหม้และมีคราบสนิมจับติด ตรวจสอบพบเป็นรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน. ผย.-5342 เชียงใหม่ สภาพรถยนต์มีลักษณะตกกระแทกมาจากที่สูง มีร่องรอยของการถูกไฟไหม้และคาบสนิมจับติดโดยทั่ว ในรถยนต์พบโครงกระดูกมนุษย์ไม่ทราบเพศ
จากการตรวจสอบทะเบียนรถยนต์ดังกล่าว พบผู้ถือกรรมสิทธิ์และครอบครองชื่อ นายสุรเดช อายุ 32 ปี ชาวจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้มีญาติไปแจ้งบุคคลสูญหายว่าได้ออกจากที่พักในเขตพื้นที่ สภ.แม่ปิง เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2558 เพื่อเดินทางกลับบ้านที่อำเภอแม่แจ่ม แล้วหายไป
จากการสอบสวนเบื้องต้นสันนิษฐานว่า โครงกระดูกดังกล่าวเป็นโครงกระดูกของนายสุรเดช ที่ขับรถยนต์คันดังกล่าวเดินทางกลับบ้าน มาถึงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้ง แล้วเสียหลักตกลงไปในไหล่เขา ซึ่งมีความลึกประมาณ 50 เมตร แล้วถึงแก่ความตายโดยไม่มีผู้ใดทราบ
จนกระทั่งได้มีผู้มาพบและแจ้งเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบ จึงได้บันทึกตรวจสถานที่เกิดเหตุร่วมกับแพทย์ตรวจชันสูตรพลิกศพ และจัดเก็บโครงกระดูกเพื่อทำการส่งเปรียบเทียบยินดีกับทางญาติของผู้ตายต่อไป




ที่มา : news.sanook.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

งงข้ามวัน!! “ใบสั่ง” ข้อหาแปลกๆ ที่พบเห็นได้เฉพาะในประเทศไทย เท่านั้น!

      
      สำหรับคนที่ต้องใช้พาหนะเดินทางไปในที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ ก็จะพบเจอกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ตามท้องที่ต่างๆที่คอยกวดขันวินัย โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ที่ส่วนมากจะโดนตำรวจเรียกตรวจเอกสารอยู่บ่อยๆ ถ้าผิดกฎจริงก็โดน ยึดใบขับขี่ ได้ใบสั่งกลับไปตามระเบียบ แต่ทว่าวันนี้ เราจะนำใบสั่งสุดแปลกมาให้ชม ที่หาได้เฉพาะประเทศไทยบ้านเราเท่านั้น จะเป็นอย่างไรมาดูกัน

1.จัดไป 200 บาท ข้อหาไม่มีนามสกุล
1
2.ขับมอเตอร์ไซค์ แต่ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ฮ่าๆ!
2
3. ไม่พกคู่มือรถ..ข้อหาอะไรเนี้ย โดนไป 200 
3
4.คนซ้อน ไม่มีใบขับขี่ก็โดน นะครับแหม่
4
5.ไม่มียางอะไหล่ ไม่ต้อง งง โดนไป 400 ฮ่าๆ
5
6.ฝ่าสัญญานไฟเขียว เฮ้ออ
6
7. แตรดังเกิ๊นน… ปรับ 200 บาท
7

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ 7 ใบสั่ง ที่ทำให้เอางงข้ามวันกันเลยทีเดียว 5 5 5 ไว้เจอกันใหม่ครับ

อย่าโง่…ให้ศุนย์หลอก!!! 5 สิ่ง…อย่าเชื่อศูนย์บริการ หากเปลี่ยนต้องเช็ก!

เคยไหม? เมื่อเข้าศูนย์บริการเพื่อไปเช็กระยะ หรือทำอะไรอย่างอื่น มักจะโดนพนักงานที่ศูนย์ฯ ถามนู่นนี่นั่น เพื่อให้เปลี่ยน หรือเพิ่มเติมบริการเข้าไป ซึ่งจริงๆ แล้วบางอย่างก็ถือเป็นเรื่องดี แต่บางอย่างก็ถือเป็นสิ่งที่เกินจำเป็น
3
เพราะบางอย่างทำที่ร้านข้างนอกก็ได้ ซึ่งข้อเสนอของสินค้าบางตัวอาจดี และถูกกว่าศูนย์บริการ เช่น ราคาสินค้า, ค่าแรง ฯลฯ แต่สมรรถนะ หรือคุณภาพกลับไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก เราจึงรวม 5 สิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนกับศูนย์บริการไว้ให้เพื่อพิจารณาตามสมควร ดังนี้

1.ยางรถยนต์
ถือเป็นอุปกรณ์สิ้นเปลืองอันดับต้นๆ เลยก็ว่าได้ แต่ถึงยังไงมันก็จำเป็นต้องเปลี่ยน เพื่อความปลอดภัยนั่นเอง และเมื่อเข้าศูนย์บริการ เพื่อเช็ก หรือสลับยางรถยนต์ หากทางศูนย์ฯ พบว่า ดอกยางใกล้หมด หรือยางเสื่อมสภาพแล้ว ทางศูนย์ก็จะอาสาเปลี่ยนยางให้ทันที ซึ่งจริงๆ แล้ว ศูนย์ฯ ก็นำรถของเราไปเปลี่ยนยางร้านข้างนอกนั่นแหละ หรือต่อให้มียางสต๊อกอยู่ในศูนย์ฯ ก็จะมีการบวกเพิ่มราคาค่าบริการต่างๆ เข้าไปอีก ดังนั้นหากเรารู้ขนาดยางวงเดิม ยี่ห้อที่ต้องการ หรือไม่รู้อะไรเลย แต่ต้องการยางขนาด และยี่ห้อเดิมที่ใส่อยู่ ก็เข้าไปที่ร้านข้างนอกดีกว่า รับรองว่าราคาถูกกว่าแน่นอน

2.แบตเตอรี่
เมื่อเข้าไปตรวจเช็กที่ศูนย์บริการ อีกสิ่งที่ถูกเช็กเป็นอันดับต้นๆ ก็คือ แบตเตอรี่ และหากทางศูนย์ฯ พบว่า แบตเตอรี่ของเราเริ่มเสื่อม หรือใกล้หมดอายุการใช้งาน ทางศูนย์ฯ ก็จะเสนอขายแบตเตอรี่ลูกใหม่ให้คุณทันที พร้อมบรรยายสรรพคุณต่างๆ ว่ามันดีกว่าของร้านข้างนอกยังไง ซึ่งจริงๆ แล้ว คุณภาพไม่ได้ต่างอะไรกันเลย ต่างกันก็เรื่องราคา ที่ร้านข้างนอกจะถูกกว่านั่นเอง และการเปลี่ยนแบตเตอรี่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพียงแค่ถอดของเก่า แล้วใส่ของใหม่เข้าไปแทนที่เท่านั้นเอง ไม่ต้องพึ่งช่างผู้ชำนาญอะไรเลย
3.น้ำมันเครื่อง
ส่วนมากเรามักจะคิดว่า น้ำมันเครื่องจากศูนย์บริการนั้นดี ได้มาตรฐาน เพราะมาจากศูนย์ฯ โดยตรง ซึ่งความเชื่อแบบนี้ก็ไม่ผิด เพราะทุกวันนี้ศูนย์ฯ ต่างๆ มีน้ำมันเครื่องที่ตีตรายี่ห้อเป็นของตัวเองกันหมดแล้ว และในความเป็นจริง น้ำมันเครื่องศูนย์ฯ กับน้ำมันเครื่องยี่ห้อต่างๆ ที่มีขายทั่วไป ผลิตขึ้นมาแทบจะเหมือนๆ กันทั้งหมด คุณสมบัติ และประโยชน์แทบไม่แตกต่างกันเลย และจริงๆ แล้วเครื่องยนต์แค่ต้องการน้ำมันเครื่องที่มีค่าความหล่อลื่นตามที่ผู้ผลิตกำหนดเท่านั้น เช่น 5W-40 ถ้าคุณซื้อน้ำมันเครื่อง 5W-40 ยี่ห้ออื่นมาใช้ หรือซื้อมาให้ศูนย์ฯ เปลี่ยนแทนน้ำมันเครื่องศูนย์ฯ ก็สามารถใช้แทนกันได้ และมีสมรรถนะเหมือนกัน แถมราคายังถูกกว่าอีกด้วย

4.น้ำยาล้างหัวฉีด
ใครเข้าไปเช็กระยะ แล้วไม่เจอคำถามนี้ “ใส่น้ำยาล้างหัวฉีดด้วยไหมครับ/คะ” คงมีอะไรผิดแปลกไปแน่ๆ เพราะที่ศูนย์บริการนั้น ต้องการที่จะขายน้ำยาตัวนี้ไปด้วยเลย ซึ่งจริงๆ แล้ว น้ำยาล้างหัวฉีดก็คือ หัวเชื้อน้ำมันเบนซิน ที่จะทำให้มีการจุดระเบิดที่สมบูรณ์ขึ้น ผสมใส่ในน้ำมันเชื้อเพลิง และเราสามารถซื้อมาใส่เองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้ศูนย์ฯ เปลี่ยนให้ มีราคาหลากหลายให้เลือกแล้วแต่ยี่ห้อ ราคาถูกกว่าชัวร์

5.หลอดไฟ
บางคนมีปัญหาอะไรนิดหน่อยก็เข้าศูนย์บริการ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างหลอดไฟ ซึ่งจริงๆ แล้ว เราสามารถเปลี่ยนเองได้ หากมีความรู้เรื่องช่างบ้าง อีกทั้งหลอดไฟยังมีราคาไม่สูงมากนัก หากซื้อร้านข้างนอก และเสียเวลาในการเปลี่ยนใส่ไม่ถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ แต่ถ้าทำไม่เป็น ไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์อะไรเลย เข้าศูนย์ฯ ก็ได้ แต่ก็จะเสียเวลา และค่าบริการที่มากขึ้น

ทั้งหมด 5 ข้อนี้ ถือเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่จำเป็นต้องถึงมือศูนย์บริการก็ได้ ซึ่งเราสามารถเลือกได้ ว่าจะทำ จะเปลี่ยนอะไรที่ไหน หากอยากประหยัดงบหน่อย คุณภาพไม่แตกต่างกัน ก็ลองดูร้านข้างนอก หรือถ้ากลัว ไม่มั่นใจ จะเลือกใช้ศูนย์บริการก็ได้ เพราะเงินที่จะต้องเสียอยู่ในมือเรานั่นเอง

ที่มา : silkspan
ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

ก่อนทำประกันภัยรถยนต์ ควรอ่านสักนิด ! คำแนะนำดีๆ




ควรทำประกันรถยนต์ไว้เพื่อความสบายใจในการใช้งาน
 
          เกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ในวันนี้ทางทีมงานจะพาเพื่อนๆไปพบกับอีก1เรื่อง ที่ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญกับผู้ใช้รถยนต์ เป็นอย่างมากนั้นก็คือ ประกันภัยรถยนต์ ซึ่งประกันภัยรถยนต์ยนต์ ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นติดรถทุกคันแต่ในวันนี้เราจะมาดูกันว่าประกันภัยรถยนต์นั้นมีแบบไหนบ้างเดี๋ยวเราไปชมกันเลยครับกับเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ในวันนี้
 
 

การที่จะต่อภาษีรถยนต์นั้นจำเป็นจะต้องทำ พรบ.ก่อนทุกครั้ง
 
          สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ในปัจจุบันนี้นั้นส่วนใหญ่จะมีประกันภัยรถยนต์อยู่แล้วแต่บางท่านก็ยังไม่ทราบว่าประกันภัยรถยนต์นั้นมีอะไรบ้างซึ่งประกันภัยรถยนต์สามารถแบ่งออกได้ตามนี้

1.ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ
ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ อันนี้เพื่อนๆรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่นอน ที่หลายๆท่านชอบเรียกกันว่า พรบ.โดยตัว พรบ.จะเป็นประกันภัยที่ทางกฎหมายนั้นบังคับให้เจ้าของรถทุกแบบทุกจำเป็นต้องทำ และอีกสิ่งนึงหากไม่มีการทำ พรบ. เราก็จะไม่สามารถต่อภาษีรถยนต์ได้อีกด้วย

2.ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ
ประกันภัยภาคสมัครใจ ตัวนี้นั้นใครจะสามารถทำประกันภัยหรือไม่ทำประกันภัยก็ได้ ซึ่งผู้ที่สนใจที่ต้องการจะทำนั้นสามารถหาซื้อประกันภัย ได้ตามบริษัทประกันภัยหลายๆบริษัทในบ้านเรา ซึ่งแต่ละบริษัทนั้นก็จะมีรูปแบบของประกันภัยให้เลือกต่างๆมากมาย ซึ่งแต่ละรูปแบบก็จะมีการคุ้มครองและก็ค่าเบี้ยประกันที่ต่างกัน โดยสามารถ แยกย่อยได้ตามนี้
 -ประกันภัยชั้น 1

-คุ้มครองในเรื่องความเสียหายต่อชีวิตและอนามัยขอบบุคคลภายนอก
-คุ้มครองในความเสียเรื่องทรัพย์สินขอบบุคคลภายนอก
-คุ้มครองในส่วนซ่อมรถคันเอาประกัน
-คุ้มครองในกรณี รถหาย หรือ ไฟไหม้ ซึ่งการรับผิดชอบจะอยู่ตามทุนประกัน
-ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่ 13,000 ขึ้นไป

-ประกันภัยชั้น 2+
-คุ้มครองในเรื่องความเสียหายต่อชีวิตและอนามัยขอบบุคคลภายนอก
-คุ้มครองในความเสียเรื่องทรัพย์สินขอบบุคคลภายนอก
-คุ้มครองในส่วนซ่อมรถคันเอาประกัน ต้องชนกับรถด้วยกันเท่านั้น หรือมีคู่กรณี
-คุ้มครองในกรณี รถหาย หรือ ไฟไหม้
-ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่ 7,200-12,000 แล้วแต่บริษัทและทุนประกันที่เลือก

-ประกันภัยชั้น 3
-คุ้มครองในเรื่องความเสียหายต่อชีวิตและอนามัยขอบบุคคลภายนอก
-คุ้มครองในความเสียเรื่องทรัพย์สินขอบบุคคลภายนอก
-ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่ 1,900-2,500 บาทสำหรับรถเก๋ง และ 2,800-3,500 สำหรับรถกระบะ

-ประกันภัยชั้น 3+
-คุ้มครองในเรื่องความเสียหายต่อชีวิตและอนามัยขอบบุคคลภายนอก
-คุ้มครองในความเสียเรื่องทรัพย์สินขอบบุคคลภายนอก
-คุ้มครองในส่วนซ่อมรถคันเอาประกัน ต้องชนกับรถด้วยกันเท่านั้น หรือมีคู่กรณี
-ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่ 6,500-9,000 แล้วแต่บริษัทและทุนประกันที่เลือก
           ซึ่งการทำประกันภัยนั้นผู้ที่ทำต้องตรวจสอบเงื่อนไขและการคุ้มครองจากบริษัทประกันภัยที่ได้ทำการซื้อเพราะแต่ละที่นั้นจะมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นที่ต้องตรวจสอบให้ดี


ประกันภัยแต่ละแบบนี้จะมีการคุ้มครองที่แตกต่างกัน
 
        ขอบคุณข้อมูล  : car.boxzaracing.com
เรียบเรียง : Kcycar.com

ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

Honda Civic 2016 สัมผัสที่สุดของความเป็นซีวิค กับ 2 ขุมพลังสุดเร้าใจ ใครเหมาะกับรุ่นไหน...เดี๋ยวรู้


          Honda Civic 2016 (ฮอนด้า ซีวิค 2016) หรือที่เราๆ ท่านๆ คุ้นเคยกันในนาม Civic FC เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา โดยนับว่าเป็นยนตรกรรมเจนเนอเรชั่นล่าสุดที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ด้วยดีไซน์ที่เฉียบคม ผนึกกับขุมพลังใหม่ ทีมาในรูปแบบ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ช่วยส่งให้ยนตรกรรมซีดานภายใต้ชื่อ Civic ผู้นี้ เป็น Civic ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา ตามสโลแกนที่ว่า “สู่ที่สุดของความเป็นซีวิค


          Civic เจนเนอเรชั่นที่ 10 ยนตรกรรมพรีเมียมสปอร์ตซีดานที่ได้ก้าวสู่การพัฒนาครั้งใหม่ เพื่อก้าวข้ามทุกขีดจำกัดเดิม สู่การเป็นที่สุดของยนตกรรมที่คนทั้งโลกให้การยอมรับ ทั้งการออกแบบให้มีความทันสมัย โดดเด่นและหรูหราในสไตล์สปอร์ต ผสานกับความก้าวล้ำนำสมัยของเทคโนโลยียานยนต์ อาทิ ขุมพลังที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยี 1.5 ลิตร เทอร์โบ พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานภายในรถ เพื่ออำนวยความสะดวก และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยที่เหนือกว่ารถยนต์รุ่นอื่นๆ เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้สัมผัสความสปอร์ต และความท้าทายครั้งใหม่ที่เร้าใจกว่าเดิม

Honda Civic RS ขุมพลัง 1.5 ลิตร เทอร์โบ


          ล่าสุด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เชิญชวน BoxzaRacing ไปเป็นส่วนหนึ่งในการสัมผัสสมรรถนะของ Honda Civic เจนเนอเรชั่นที่ 10 แบบเต็มๆ กันอีกครั้ง บนเส้นทางจังหวัดภูเก็ต-กระบี่-ภูเก็ต โดยเริ่มตั้งแต่จังหวัดภูเก็ต มุ่งหน้าไปตามทางหลวงหมายเลย 4 ผ่านจังหวัดพังงา สู่เป้าหมายที่จังหวัดกระบี่ รวมระยะทางไป-กลับทั้งสิ้นราว 270 กม. ซึ่งระหว่างทางที่ใช้ในการทดลองขับครั้งนี้ เรียกได้ว่ามีสภาพภูมิประเทศที่หลากหลาย พร้อมให้เราได้สัมผัสถึงพละกำลังและประสิทธิภาพของ Honda Civic FC ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ และเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ได้แบบครบรสเลยทีเดียว

Honda Civic เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร


          สำหรับรุ่นที่ BoxzaRacing ได้ทดลองขับในครั้งนี้ เริ่มสตาร์ทกันด้วยรุ่น EL เครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ก่อนจะสลับมาขับในรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ทันทีที่เราเปิดประตูเข้าสู่ห้องโดยสาร สัมผัสแรกที่รู้สึกได้เลยก็คือ เรื่องของความกว้างขวาง สะดวกสบาย กับการออกแบบตัวรถให้มีขนาดตัวถังที่ใหญ่และดุหรูหรามากยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปท์ Premium Sport Car ที่ทางค่ายได้วางเอาไว้ วัสดุที่ใช้ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยมประดุจซีดานฝั่งยุโรป ไม่ว่าจะเป็นคอนโซลและแผงประตู Soft Touch สีดำสลับกับแถบอลูมิเนียม เบาะนั่งให้ความรู้สึกที่โอบกระชับ นั่งสบาย ตำแหน่งการนั่งนั้น ถือว่าค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับซีดานที่จำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ทำให้รู้สึกถึงความเป็นสปอร์ตได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น สิ่งที่ผมชอบมากๆ สำหรับ Civic เจนเนอเรชั่นนี้ คือ การสามารถจัดตำแหน่งอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเบาะหรือตำแหน่งของพวงมาลัยได้อย่างหลากหลาย เข้ากับสรีระของคนที่รูปต่างขนาดต่างๆ ได้ดี ช่วยให้ทุกการขับขี่ มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

ภายในของรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ กับออพชั่นแบบจัดเต็ม

เบาะหลังอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำลง เพิ่มพื้นที่เหนือศีรษะให้มากขึ้น

            ในส่วนของพวงมาลัยมาในดีไซน์ 4 ก้าน พร้อมปุ่มปรับฟังค์ชั่นต่างๆ ที่มีให้เล่นอย่างจุใจ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องเสียง หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เรือนไมล์มาในดีไซน์ที่ล้ำสมัย พร้อมรองรับการแสดงผลได้อย่างเต็มรูปแบบ ส่วนอุปกรณ์ความบันเทิงที่ให้มา เรียกได้ว่าทางค่ายจัดมาให้แบบครบครัน โดยในรุ่น 1.5 ลิตร เทอร์โบ จะมาพร้อมระบบ Advance Display Audio กับเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ Advanced Touch ควบคุมทุกฟังก์ชั่นความบันเทิงได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ส่วนเบาะหลังออกแบบมาให้มีตำแหน่งที่ต่ำ เพื่อความโปร่ง สบายสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งแม้ว่าหลังคาจะถูกปรับความสูงให้ต่ำลง แต่สำหรับคนที่มีความสูงถึง 180 ซม. กลับไม่รู้สึกว่าอึดอัดแต่อย่างใด

เครื่องยนต์ SOHC i-VTEC ให้พลังขับเคลื่อน 141 แรงม้า

          เมื่อได้เวลาออกเดินทาง ผมก็ไม่รอช้าที่จะผลักตำแหน่งเกียร์มาอยู่ที่ D เพื่อสัมผัสความเร้าใจที่ซ่อนอยู่ใน Honda Civic FC โดยฟีลลิ่งที่สัมผัสได้ยามแตะคันเร่งของเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร i-VTEC ให้กำลัง 141 แรงม้า คือ ความสมูท ตัวรถค่อยๆ สร้างความเร็วขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกียร์ CVT ออกแบบมาให้ย่านรอบเครื่องยนต์อยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก เพื่อประสิทธิภาพในการประหยัดเชื่อเพลิง โดยถ้าต้องการความเร้าใจขึ้นอีกระดับ การผลักคันเกียร์ลงมาที่ตำแหน่ง S ก็จะช่วยสร้างความเร้าใจให้กับผู้ขับขี่ได้อีกพอสมควรเลยทีเดียว เนื่องจากรอบเครื่องยนต์จะถูกปรับให้ค้างอยู่ในรอบที่สูงมากขึ้น ซึ่งหากใช้รอบเครื่องสูงกว่า 3,000 รอบ/นาที ก็ถือว่าเร้าใจและสามารถสั่งความเร็วได้ตามต้องการ

ขุมพลังบล็อคล่าสุด 1.5 ลิตร Turbo ให้กำลัง 173 แรงม้า พร้อมแรงบิด 220 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 1,700-5,500 รอบ/นาที 

          ส่วนสำหรับรุ่น RS เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เพียงแค่แตะคันเร่งแบบแผ่วเบา กลับรู้สึกถึงความตื่นเต้น เร้าใจที่ซ่อนอยู่ใต้คันเร่งอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า นี่คือ พละกำลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาจาก เครื่องยนต์ที่มีขนาดเพียง 1.5 ลิตร อัตราเร่งในย่านความเร็วต่ำถือว่าทำได้ดี น้ำหนักคันเร่งกำลังพอเหมาะ ไม่หวือหวา หรือกระโตกกระตากเกินไปจนรู้สึกว่าคุมยาก และสร้างความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเข้าสู่ย่านความเร็วสูง ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหมดแต่อย่างใด โดยรวมอาจไม่ได้หวือหวามากมาย แต่ก็ถือว่าไหลได้เรื่อยๆ แบบเหนือความคาดหมาย จนต้องตัดใจยกคันเร่งด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย ซึ่งสาเหตุหนึ่งที่พอจะอธิบายได้ก็คือ เป็นคาแรกเตอร์การทำงานของชุดเกียร์ CVT ที่เน้นความต่อเนื่องของพละกำลัง เราจึงไม่รู้สึกถึงอาการกระโชกโฮกฮากมากนัก งานนี้ BoxzaRacing บอกได้เลยว่า สำหรับคนที่ชื่นชอบความเร็ว น่าจะถูกอกถูกใจพละกำลังที่ปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์บล็อค 1.5 ลิตร เทอร์โบ 173 แรงม้า ตัวนี้อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องอัตราการบริโภค ถือว่าเครื่องยนต์ทั้งสองบล็อค ทำได้แบบน่าพอใจ แม้จะใช้คันเร่งกันแบบโหดๆ แต่อัตราสิ้นเปลืองบนหน้าจอ ก็ป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ 14.x กม./ลิตร ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว เครื่องยนต์ทั้งสองรุ่น ให้อัตราการบริโภคเชื้อเพลิงที่ใกล้เคียงกันตามที่โรงงานได้เคลมเอาไว้


          เรื่องการบังคับควบคุมของ Honda Civic FC ทั้งสองรุ่นที่ได้ทดลองขับ แม้จะไม่เหมือนกันเสียทีเดียว แต่ก็ถือว่าออกแบบมาในทิศทางเดียวกัน (ความแตกต่างอยู่ที่เรื่องของน้ำหนักตัวรถ ที่เครื่องยนต์ในรุ่น 1.5 ลิตร เทอร์โบ จะหนักกว่ารุ่น 1.8 ลิตร ประมาณ 20 กก. อีกทั้งวัสดุที่ใช้ยังมีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย โดยรุ่น 1.5 ลิตร เทอร์โบ จะใช้บู๊ชช่วงล่างแบบที่มีของเหลวอยู่ภายใน หรือที่เรียกว่า บู๊ชไฮดรอลิคส์ แต่สำหรับรุ่น 1.8 ลิตร จะใช้บู๊ชช่วงล่างแบบปกติ) น้ำหนักพวงมาลัยในย่านความเร็วต่ำถือว่าเซ็ตมาได้ดี เบา สบายสไตล์Honda แต่จะหนักแน่นขึ้นหากใช้ความเร็วในย่านที่สูงขึ้นไป จากการใช้ระบบบังคับเลี้ยวแบบดูอัลพีเนี่ยน ช่วงล่างที่เซ็ทมาในแนวนุ่มหนึบและให้การทรงตัวที่ดีและเฉียบคม ไม่ว่าจะเจอโค้งในรูปแบบไหน ก็สามารถผ่านได้แบบไร้ซึ่งปัญหา โดยเฉพาะสำหรับรุ่น 1.8 ลิตร ที่ตัวรถยังคงนิ่งและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มเปี่ยมในย่านความเร็วสูง ส่วนในรุ่น 1.5 ลิตร อาจรู้สึกว่านิ่มไปสักหน่อย เนื่องจากตัวรถออกแบบมาในแนวพรีเมี่ยมมากขึ้น จึงเซ็ตช่วงล่างมาในแนวทางเช่นนี้ แต่โดยภาพรวม ไม่ถือว่ามีสิ่งอันใดที่ต้องวิตก หากพูดถึงเรื่องสมรรถนะการทรงตัวของ Honda Civic FC 


          นอกจากนี้ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชม นั่นก็คือ เรื่องของประสิทธิภาพของชุดเบรคที่ทำหน้าที่ได้อย่างน่าพอใจ โดยตอบสนองได้ดีตามแรงที่กดลงไปในแป้นเบรค โดยไม่มีอาการหลอก หรือจับเร็วจนเกินพอดี เรียกได้ว่า ให้น้ำหนักลงไปแค่ไหน ก็พร้อมจะสยบความเร็วได้ในระดับนั้น ให้ความนุ่มนวลและทรงพลังทุกครั้งที่ต้องการพละกำลังในการสยบความเร้าใจอย่างแท้จริงครับ


          คงเป็นความลำบากใจ หากจะต้องฟันธงว่า...รุ่นไหนของ Honda Civic FC เหนือกว่า ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น คงต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ล้วนๆ เลยล่ะครับ หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบในเรื่องของความคุ้มค่า ไม่ต้องการลูกเล่นอะไรมากมาย รุ่น EL 1.8 ลิตร ก็ดูจะเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบขีดสุดแห่งเทคโนโลยี ทั้งในส่วนของเครื่่องยนต์ที่เล็ก แต่ทรงพลัง พร้อมด้วยลูกเล่นสุดล้ำ ที่ทางค่ายอัดมาให้แบบเต็มเปี่ยม โดยไม่เกี่ยงเรื่องของค่าตัว รุ่น 1.5 ลิตร เทอร์โบ จัดว่าเป็นที่สุดในคลาสขนานแท้ ที่ยังไม่มีคู่ต่อสู้จากแบรนด์ไหนเหนือกว่าแน่นอนครับ
ขอบคุณข้อมูล  : car.boxzaracing.com
เรียบเรียง : Kcycar.com

ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

Ford Ranger ใหม่ พิสูจน์ขีดสุดของการลุยน้ำลึก กับบททดสอบในสารคดีชุดเกิดมาแกร่ง

 
          Ford พิสูจน์สมรรถนะการลุยน้ำของ Ford Ranger ใหม่ ด้วยสารคดีชุด "เกิดมาแกร่ง" ตอน แกร่ง...ลุยน้ำลึก ซึ่งได้ทำการทดสอบกันที่สถานีทดสอบยานพาหนะที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยมีทีมวิศวกรของ Ford ทำการทดสอบที่แอ่งทดสอบการลุยน้ำขนาดความจุ 1.25 ล้านลิตร เพื่อพิสูจน์ความแกร่งของ Ford Ranger ในอุปสรรคสุดท้าทายที่รถกระบะอื่นไม่สามารถก้าวข้ามได้
           "ผู้ขับขี่ Ford Ranger ต้องพบกับการขับขี่ที่ท้าทายในชีวิตจริงทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการขับข้ามแม่น้ำหรือลุยข้ามน้ำในรูปแบบต่างๆ และเราต้องการพิสูจน์ว่า Ford Ranger จะสามารถรับมือกับบททดสอบสุดหฤโหดเหล่านี้ได้ดีเพียงใด โดยในการทดสอบนั้น ทางทีมได้ทดสอบความสามารถขีดสุดของ Ford Ranger ทั้งการวิ่งผ่านน้ำตื้นด้วยความเร็วสูง ไปจนถึงการลุยน้ำลึก 800 มิลลิเมตร ขณะบรรทุกน้ำหนักเต็มพิกัด" วินซ์ โกวเวอร์ วิศวกร Ford ผู้ดูแลการทดสอบและพัฒนา Ford Ranger กล่าว
 
 
          การที่รถจะสามารถวิ่งผ่านน้ำตื้นด้วยความเร็วสูงได้นั้น ต้องได้รับการออกแบบเป็นอย่างดีในการรักษาให้ส่วนสำคัญของรถไม่ให้โดนน้ำและมีความทนทาน สำหรับชิ้นส่วนสำคัญของ Ford Ranger เช่น ซุ้มล้อด้านในขวาของรถ ซึ่งช่วยป้องกันน้ำเข้าท่ออากาศ รวมถึงช่วงล่างด้านหน้าที่ได้รับการออกแบบมาให้มีความแข็งแรงต่อกระแทกของน้ำและช่วยกระจายแรงดันจากน้ำ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          "ในการขับลุยน้ำด้วยความเร็วสูง เช่นกรณีที่ต้องวิ่งข้ามแม่น้ำหรือแอ่งน้ำโดยไม่คาดคิด แรงกระแทกจากการสัมผัสน้ำครั้งแรกนั้นแรงเสมือนการตอกเสาเข็ม มันสำคัญมากที่ส่วนประกอบต่างๆ ต้องได้รับการติดตั้งอย่างแน่นหนา และสามารถรองรับแรงกระแทกได้ Ford Ranger สามารถขับลุยน้ำสูง 200 มิลลิเมตรด้วยความเร็วสูง พร้อมการบรรทุกเต็มพิกัด ได้อย่างสบาย" โกวเวอร์ กล่าว
 
 
          ห้องเครื่องของ Ford Ranger ได้รับการออกแบบให้รับมือกับการลุยน้ำลึกถึง 800 มิลลิเมตร ส่วนประกอบสำคัญของเครื่องยนต์ ได้แก่ ท่ออากาศ, ไดชาร์จ และชุดอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ จะยังอยู่เหนือน้ำที่ระดับดังกล่าว เพื่อป้องกันความเสียหาย และเพิ่มความทนทานต่อการเข้าของโคลน ฝุ่น และทราย นอกจากนี้ อุปกรณ์เชื่อมต่อและโมดูลไฟฟ้าต่างๆ ได้รับการห่อหุ้มถึง 2 ชั้น เพื่อให้อุปกรณ์เหล่านี้ยังสามารถทำงานได้เมื่ออยู่ใต้น้ำ บริเวณหม้อกรองอากาศในห้องเครื่องได้รับการติดตั้งวาล์วเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้า
 
 
          "หลังจากที่เราทดสอบ Ford Ranger ในการลุยน้ำที่ความลึก 200 และ 800 มิลลิเมตร พร้อมบรรทุกของหนักเต็มพิกัดหลายรอบโดยไม่หยุด เราได้ทำการทดลองในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน นั่นคือ การจอด Ford Ranger ทิ้งไว้ในน้ำที่ระดับความสูง 800 มิลลิเมตร เป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง" โกวเวอร์ กล่าว "เราไม่พบปัญหาเรื่องเครื่องยนต์หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าแม้แต่น้อย และเรายังสามารถขับ Ford Ranger ออกมาได้อย่างสบาย แม้แต่ไฟตัดหมอกก็ยังไม่มีฝาขึ้น"
          Ford Ranger ได้รับการติดตั้งท่อระบายอากาศในระบบส่งกำลังเพื่อส่งอากาศไปยังระบบในเวลาที่ต้องการ และในขณะเดียวกัน ก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้น้ำเข้าไปรบกวนการทำงานของตัวรถ ท่อรับอากาศบนเฟืองท้าย เกียร์ และกระปุกเกียร์แบ่งกำลัง ยังได้รับการติดตั้งในตำแหน่งที่ช่วยให้ Ford Ranger สามารถขับลุยน้ำลึกที่ 800 มิลลิเมตรได้อย่างสบาย นอกจากนี้ ดีไซน์ที่โค้งมนยังช่วยกันไม่ให้น้ำสาดเข้าไปในท่อรับอากาศเมื่อลุยน้ำตื้นที่ความเร็วสูง และจากผลการทดสอบในครั้งนี้ ทำให้เรารู้ว่า Ford Ranger ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อยจากการลุยน้ำพร้อมบรรทุกเต็มพิกัดส่วนหนึ่งยกความดีให้ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค ที่ได้ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว
 
 
          ความแกร่งของ Ford Ranger ได้รับการพิสูจน์แล้ว แม้กระทั่งในระบบที่ไม่ใช่ระบบการทำงานหลักก็ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ เช่น แตรรถที่สามารถทำงานได้แม้อยู่ใต้น้ำ ด้วยการออกแบบที่ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าไปรบกวนการทำงาน ถึงแม้จะต้องลุยน้ำที่ลึกถึง 800 มิลลิเมตร ก็ยังสามารถใช้แตรเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ว่า Ford Ranger กำลังขับผ่านมา
          ท่านสามารถรับชมบททดสอบเจาะลึกความแกร่งในการลุยน้ำของ Ford Ranger จากสารคดีชุด "เกิดมาแกร่ง" ตอน "แกร่ง...ลุยน้ำลึก" ได้ที่ http://www.ford.co.th


ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook