อย่าตกใจ!! รถสตาร์ทไม่ติด เกิดจากอะไร ? แก้อย่างไร?

รถสตาร์ทไม่ติด’ ถือเป็นปัญหายอดฮิตสำหรับผู้ใช้รถยนต์ สตาร์ทรถไม่ติดพยายามบิดกุญแจยังไงก็สตาร์ทไม่ได้ เหตุการณ์แบบนี้หลาย ๆ คนคงประสบพบเจอมากับตัวเอง ยิ่งเป็นเวลาเร่งด่วนที่ต้องรีบเร่งด้วยแล้ว น่าโมโหจริงๆ


รถยนต์สตาร์ทไม่ติดอะไรเสียกันแน่สงสัยจัง สำหรับปัญหาหลักของอาการสตาร์ทไม่ติด ส่วนมากจะมาจาก 4 สาเหตุ นั่นก็คือ 1.แบตเตอรี่เสื่อม 2.ไดชาร์จเสื่อม 3.มอเตอร์สตาร์ทเสื่อม 4.ระบบไฟฟ้าในรถมีปัญหา วันนี้ Unseencar จะกล่าวถึงวิธีสังเกตุเพื่อหาสาเหตุของรถยนต์สตาร์ทไม่ติด และวิธีแก้ไขเฉพาะหน้ากันครับ
1. แบตเตอรี่เสื่อม เนื่องจากแบตเตอรี่โดยทั่วไปจะมีอายุการใช้งานราว 2 ปี ต้องทำการเปลี่ยนลูกใหม่


2. เปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถทิ้งไว้ เช่น ไฟหน้า, ไฟในรถ และอื่นๆ ซึ่งทำให้กินประจุไฟฟ้าตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสามารถแก้ไขเฉพาะหน้าได้ด้วยวิธีพ่วงสตาร์ต (ในรถเกียร์อัตโนมัติ) หรือ เข็นสตาร์ท (ในรถเกียร์ธรรมดา) โดยไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ และเมื่อสตารท์ติดแล้ว อย่าเพิ่งดับเครื่องทันที ให้ขับรถไปบนถนนสักพัก เพื่อให้แบตเตอรี่ได้รับการชาร์จไฟ จนมีประจุเพียงพอในการสตาร์ทครั้งต่อไป


3.ไดชาร์จเสื่อม เนื่องจากถึงอายุการใช้งานของมันเอง ทำให้ไม่สามารถชาร์จไฟไปยังแบตเตอรี่ได้ ซึ่งหากเป็นที่ไดชาร์จจริง จะมีสัญลักษณ์รูปแบตเตอรี่ขึ้นค้างไว้ที่หน้าปัทม์รถขณะขับขี่ กรณีนี้อาจต้องนำช่างมาลากรถไปยังศูนย์บริการ เพื่อเปลี่ยนไดชาร์จลูกใหม่ หรือนำแบตเตอรี่สำรองมาใส่แทนไปก่อน แล้วจึงนำรถไปยังศูนย์บริการโดยเร็วที่สุด ก่อนที่แบตเตอรี่จะหมดอีกครั้ง


4.ระบบไฟฟ้ารถมีปัญหา ความจริงแล้วระบบไฟฟ้ารถมีปัญหานั้น เกิดยากสักหน่อย แต่ก็เป็นไปได้ อาการก็ดูง่าย ๆ ว่าบิดกุญแจแล้วไฟที่แผงหน้าปัดไม่มีอะไรขึ้นเลย หากก่อนหน้านี้จอดทิ้งรถไว้นาน ๆ มีกรณีหนูเข้ามากัดสายไฟมาแล้ว

ในกรณีนี้หากเป็นรถเกียร์ธรรมดา สามารถใช้วิธีเข็นสตาร์ตเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ จากนั้นจึงนำรถเข้าไปยังศูนย์บริการหรืออู่ต่อไป

ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

เผยเทคนิค ‘ขับรถขึ้นเขา-ลงเขา’ ของชาวเกียร์ออโต้ แค่ทำแบบนี้คุณจะปลอดภัย


เลือกเครื่องยนต์ให้เหมาะสม


การขับรถขึ้นเขาอาจต้องใช้รถยนต์ที่มีกำลังเครื่องยนต์มากกว่า 1500 ซีซี ขึ้นไป ส่วนกรณีรถยนต์ อีโคคาร์ประมาณ 1200 ซีซี ก็พอไปได้ แต่คงต้องดูแรงบิดของรุ่นให้ดี

หลักการขับรถขึ้นเขา

1. ให้ใช้เกียร์ D หรือ D2-D1 ขึ้นอยู่กับความชันน้อยหรือมาก โดยให้ใช้เกียร์ D2-D1 ในการขับขึ้นเขาลงเขา และเปลี่ยนไปใช้เกียร์ D บ้าง เมื่อรถอยู่ในทางราบ

2. เหยียบคันเร่งตามจังหวะความชัน พยายามให้รอบเครื่องอยู่ประมาณ 2000-3500 ควบคุมไม่ให้เกิน 4500

3. ใช้ความเร็วเพียง 50-80 km/h ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องแข่งกับใคร ถ้ารถหลังรีบก็ให้ชิดซ้ายเพื่อเปิดทางให้เขาแซงไปก่อน

4. คุมระยะรถให้ห่างคันหน้าประมาณ  30-50 เมตร เพราะการเว้นระยะจะเผื่อไว้ในกรณีที่รถคันหน้าเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ขึ้นไม่ไหว หรือรถตายกลางทาง คุณจะได้มีโอกาสหลบเลี่ยงได้อย่างปลอดภัย  ที่สำคัญการเว้นระยะจะทำให้คุณมีโอกาสเร่งรถขึ้นเขาได้สบายมากขึ้นด้วย

5. เมื่อต้องขับรถโค้งต่อเนื่องรูปตัว S ต้องมองให้ไกล มองให้ลึก เมื่อแน่ใจว่าทางว่าง และไม่มีรถสวนมาให้ จากนั้นให้ถอนคันเร่งลง แล้วเสียบตัดโค้งในแนวการขับให้เป็นเส้นตรงมากที่สุด

6. การขับในทัศนวิสัยที่ไม่ดี หรือเป็นทางโค้งแคบที่มีสันเขาบังสายตา ควรเข้าโค้งแบบธรรมดา และต้องบีบแตรส่งสัญญาณก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันรถที่วิ่งสวนมา

หลักการขับรถลงเขา


1. ให้ใช้เกียร์ D หรือ D2-D1 เช่นเดียวกันตอนขึ้นเขา และห้ามใส่เกียร์ว่าง  'N' ลงเขาเด็ดขาด! เพราะจะทำให้รถไหลลงด้วยความเร็วสูง โดยไม่มีแรงหน่วงของเครื่องยนต์ ที่สำคัญอย่าลืมควบคุมความเร็วของรถให้สัมพันธ์กับเกียร์ด้วย

2. ห้ามย้ำเบรคค้างนานๆ เพราะจะทำให้ผ้าเบรคไหม้ คุมรถไม่อยู่ หรือ "เบรคแตก" ได้ ให้แตะเบรคเบาๆเป็นช่วงๆให้รู้สึกว่ารถชะลอความเร็วลง

3. ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรเหยียบคันเร่ง แต่ปล่อยให้รถลงมาเองด้วยเกียร์ D/D1-2

4. ก่อนเข้าโค้งหักศอกแล้วลาดลง ให้แตะเบรคลดความเร็วลงมาที่ 40-50 km/h ก็พอ

5. อย่าแซงรถใหญ่หรือรถบรรทุกหนักในช่วงทางลงเขาชัน เพราะรถพวกนี้จะมีอัตราเร่งสูงกว่ารถทั่วไป


การจะขับรถขึ้นเขาหรือลงเขาต้องอย่าลืมพกสติในการขับขี่ไปให้มากๆด้วย เพราะการขับรถเส้นทางเหล่านี้ไม่ใช่เส้นทางปกติที่คุณขับกันทุกวัน แต่เป็นการขับขี่บนเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง หากคุณประมาท โอกาสที่จะประสบอุบัติเหตุก็ย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายมากกว่าปกติ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก matichon.co.th, oknation.net และ autodeft.com

ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

Tesla ประเทศไทย เปิดขาย Tesla Model S พร้อมส่งมอบรถในปีหน้า


 Tesla ประเทศไทย เปิดจำหน่ายรถยนต์รุ่นแรก Tesla Model S เคาะราคาเริ่ม 5 ล้านบาท ก่อตั้งบริษัทตัวแทนและจัดจำหน่ายในนาม เทสลา ออโตโมทีฟ

 หลังจากที่เราเคยส่องผังบูธงาน Motor Expo 2015 แล้วเห็น Tesla Motor โผล่เข้าร่วมงาน มาวันนี้ได้ความกระจ่างชัดแล้ว โดยในประเทศไทยมีการก่อตั้งบริษัท เทสลา ออโตโมทีฟ เป็นพันธมิตรทางธุกิจกับ Tesla Motor เริ่มนำเข้ารถยนต์พลังไฟฟ้า 100% จากสหรัฐอเมริกา พร้อมกับวางรากฐานซูเปอร์ชาร์จตามปั๊มน้ำมันไว้บริการ

          เทสลา ออโตโมทีฟ เผยข้อมูลเกี่ยวกับการมาครั้งนี้ด้วยว่า จะเปิดตัวกับสาธารณชนครั้งแรกในงาน Motor Expo 2015 กับธีมงาน "New Standards... Thai Vehicles Care About Earth" หรือ มาตรฐานใหม่.. ยานยนต์ไทยรักษ์โลก

   ภายในบูธจะพบนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางยานยนต์ชั้นสูงส่งตรงจากสหรัฐอเมริกา อาทิ

          - แผงแบตเตอรี่อันทรงพลังที่ใช้ในรถยนต์ของ Tesla ที่เป็นชนิดแบตลิเธียม-ไอออน ที่มีประจุ 85 กิโลวัตต์/ชม. ส่งพลังให้มอเตอร์ไฟฟ้าพารถวิ่งไกลกว่า 480 กม. ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

          - การทดสอบแรงม้าด้วยเครื่องไดโน เทสต์ ว่ารถที่ Tesla นำมาจัดจำหน่าย Tesla Model S P90D ให้พลัง 762 แรงม้าจริง โดยไม่ต้องใช้พัดลมช่วยเป่าระบายความร้อน เพราะไม่เครื่องยนต์ แถมทำโชว์ในบูธจัดแสดงได้เลยเพราะการปล่อยคาร์บอนมอนออกไซด์เป็น 0

          - ออปชั่นอันโดดเด่นอย่าง Auto Pilot หรือการที่รถบังคับตัวเอง (รถไร้คนขับ), Auto Parking เข้าจอดรถเอง
เทสลา ออโตโมทีฟ จะนำเข้า Tesla Model S มาจัดจำหน่าย (เพราะในต่างประเทศก็ยังมีรุ่นเดียว) โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย
          Tesla Model S 85D ที่ให้พลัง 417 แรงม้า เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที
          Tesla Model S P90D ที่ให้พลัง 762 แรงม้า เร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.4 วินาที

          ในเบื้องต้นจะนำเข้ามาทางเครื่องบินก่อน 14 คันในล็อตแรก และจากนั้นมาล็อตใหญ่ 300 คันทางเรือ

          Tesla Model S ที่เข้ามาจำหน่ายในเมืองไทย สามารถชาร์จกับไฟบ้านผ่านอะแดปเตอร์ที่ให้มากับรถ โดยใช้เวลาประมาณ 8 ชม. เพื่อให้ประจุเต็ม โดยคำนวณค่าไฟต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งที่ประมาณ 200-255 บาท และสามารถวิ่งได้ไกลถึง 480 กม.

          นอกจากนี้ทาง เทสลา ออโตโมทีฟ กำลังวางแผนติดตั้งซูเปอร์ชาร์จ (Supercharger) ตามปั๊มน้ำมันประมาณ 120 แห่งทั่วประเทศ หรือทุก ๆ ระยะ 200 กม. ที่สามารถชาร์จไฟรถ Tesla Model S ให้เต็มได้ใน 20 นาทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

          Tesla Model S เปิดพร้อมจำหน่ายในงาน Motor Expo 2015 โดยเคาะราคาเริ่มต้นไว้ที่ 5 ล้านบาท (ในงานจะแจ้งราคาที่กำหนดชัดเจน) พร้อมมีรถส่งต้นปี 2559 และผู้ที่จองรถในงานจะได้ชุดอุปกรณ์และอุปกรณ์ตกแต่งเต็มรูปแบบครับ
นางสาวนวมลลิ์ ฐิติวรทัต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เทสลา ออโตโมทีฟ


















ภาพจาก Tesla MotorsTesla

ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

จริงมั้ย !! ขับรถมานานๆ จอดรถปุ๊บ ดับเครื่องทันทีเครื่องยนต์จะพัง


รอบรู้ รถยนต์  การขับขี่รถยนต์


เป็นที่ถกเถียงกันมากเลยทีเดียวสำหรับเรื่องนี้ เครื่องยนต์ไม่ มีเทอร์โบ ไม่ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วรอบสูงเพียงใด เป็นเวลานานแค่ไหน ก็สามารถดับเครื่องยนต์ได้ทันที เพราะระบบระบายความร้อนสมบูรณ์อยู่แล้ว ไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ ที่ต้อง “รอ” เหมือนเครื่องยนต์ติดเทอร์โบ ระหว่างเดินทางไปต่างจังหวัด ในสถานีบริการริมทาง มักเห็นรถพิคอัพขนส่งมากมายจอดรถโดยไม่ดับเครื่องยนต์ เคยเข้าไปถามคนขับได้คำตอบว่า “เครื่องมันร้อนดับเลยไม่ได้ ต้องวอร์มไว้ก่อน” “ดับทำไมเดี๋ยวก็ไปแล้ว สตาร์ทบ่อยๆ เปลืองน้ำมัน” หนักสุด คือ “ดับไม่ได้ เดี๋ยวสตาร์ทไม่ติด” ?!? จะมีสักกี่คนที่รู้จริง ว่าเพราะอะไร ?

พิคอัพส่วนใหญ่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบเกือบทั้งหมด เพราะให้แรงบิดที่ดี เหมาะกับการบรรทุก ถ้าวิ่งเร็ว เทอร์โบก็ทำงานเกือบตลอด เมื่อถึงที่หมายไม่ควรดับเครื่องทันที ไม่ใช่เพราะเครื่องยนต์ร้อน แต่เพราะเทอร์โบมันร้อน (มาก) ต่างหาก ส่วนเปลืองน้ำมัน กับสตาร์ทไม่ติด นี่ผมว่าไม่เกี่ยวกันนะ เหตุผลเดียวของเรื่องนี้อยู่ที่ “เทอร์โบ” หรือระบบอัดอากาศนั่นเอง เทอร์โบมีหน้าที่อัดอากาศไปยังห้องเผาไหม้ให้มากขึ้นเพื่อเพิ่มกำลังเครื่อง ยนต์ โดยนำเอาไอเสียส่วนหนึ่งจากเครื่องยนต์กลับไปใช้ใหม่ เมื่อใดที่เร่งเครื่องยนต์ด้วยรอบสูงนานๆ โข่งไอเสียฝั่งขาออกจะร้อนจัด (ถ้ามองตอนกลางคืนได้ จะเห็นเป็นสีแดงเรื่อๆ) วิศวกรจึงต้องออกแบบให้น้ำมันเครื่องส่วนหนึ่ง วิ่งวนไปเลี้ยงแกนเทอร์โบ เพื่อหล่อลื่นและระบายความร้อน ในรถบางรุ่นอาจใช้น้ำจากหม้อน้ำมาช่วยระบายความร้อนอีกแรง (แต่รถส่วนใหญ่ไม่มี)

ลองนึกดูครับ ถ้าเราดับเครื่องยนต์ทันที ความร้อนที่สะสมอยู่ในเทอร์โบจะสูงมาก จนน้ำมันเครื่องที่ค้างอยู่ในแกนเทอร์โบไหม้ได้ เพราะระบบไม่หมุนเวียนเนื่องจากเครื่องยนต์ดับ แบบนี้เทอร์โบย่อมชำรุดเสียหายได้มาก แต่ถ้าเรายังไม่ดับเครื่องในทันที จอดนิ่งๆ ให้เครื่องยนต์อยู่ในรอบเดินเบาราว 3-5 นาที (แล้วแต่ความสามารถในการระบายความร้อน) รอให้อุณหภูมิในเทอร์โบลดลงแล้วจึงดับเครื่อง ก็ไม่เกิดความเสียหาย หรือถ้าจำเป็นต้องดับเครื่องยนต์จริงๆ และรู้ตัวว่าอีกประมาณ 5-10 นาทีจะถึง ให้ลดความเร็วลง แล้วใช้เกียร์สูงสุด ด้วยความเร็วคงที่ประมาณ 60-80 กม./ชม. เมื่อถึงที่หมาย เทอร์โบจะเย็นลง แล้วสามารถดับเครื่องยนต์ได้ทันที
สำหรับเครื่องยนต์ไม่มีเทอร์โบ ไม่ว่าจะวิ่งด้วยความเร็วรอบสูงเพียงใด เป็นเวลานานแค่ไหน ก็สามารถดับเครื่องยนต์ได้ เลยทันทีครับ เพราะระบบระบายความร้อนต่างๆ สมบูรณ์ลงตัวอยู่แล้ว ดังนั้น ใครรู้ตัวว่ารถไม่มีเทอร์โบก็ดับเครื่องได้เลยทันที ทุกที่ ทุกเวลาครับ ส่วนรถใครมีเทอร์โบ ถ้าขับแบบปกติ เท้าไม่หนักเกินไป ก็ดับได้เลยเช่นกัน สำหรับเรื่องราวในครั้งหน้าจะเป็นเรื่องอะไรเพื่อนๆ สามารถติดตามกันได้ที่ เว็บนายธันวา กันได้เลยครับมีประโยชน์แน่นอนครับ


เครดิต ninethanwa.in.th
ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

ล้างห้องเครื่องให้ถูกวิธี

       
     
       แม้ว่า“การล้างห้องเครื่องรถยนต์”จะไม่จำเป็นเท่าใดนัก เพราะถูกออกแบบมาให้ทำงานได้แม้จะมีสิ่งสกปรกเข้ามาเกาะ แต่หลายคนก็อดรนทนเห็นความสกปรกในห้องเครื่องไม่ได้
ยาน ยนต์ “Kcycar” มีข้อแนะนำการทำความสะอาดห้องเครื่องที่มีอุปกรณ์ชิ้นส่วนหลากหลาย โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า ไม่ชอบน้ำ ทำให้การล้างห้องเครื่องเกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะรถเก่า

หลักสำคัญใน การล้างห้องเครื่องคือพยายามใช้น้ำให้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้มีปัญหากับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งสนิม จึงใช้น้ำยาแบบโฟมทำความสะอาดห้องเครื่อง มีให้เลือกหลายยี่ห้อ
หลัง จากได้น้ำยาทำความสะอาดมาแล้ว เตรียมอุปกรณ์ตัวประกอบมาให้พร้อม ได้แก่ โบลว์เออร์สำหรับเป่าไล่น้ำหลังล้างเสร็จ ฟองน้ำแบบไม่ต้องหนามาก แปรงสีฟันขนนุ่ม ถุงมือยาง ถุงพลาสติกใบเล็ก และผ้าเทปอีกม้วน

ถุง พลาสติกใบเล็ก และผ้าเทปเอาไว้หุ้มปิดอุปกรณ์เกี่ยวกับระบบอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้าให้ มิดชิด เช่น เซ็นเซอร์ ปลั๊กสายไฟ จานจ่าย และสายหัวเทียน
ทิ้ง เครื่องยนต์ให้เย็นสนิทก่อน เพื่อไม่ให้ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ยังร้อนอยู่แล้วมาเจอของเย็น ๆ จนบิดตัวหรือร้าว และไม่เป็นอันตรายกับมือ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม. เพื่อรอให้เครื่องเย็นตัวตามธรรมชาติ
เตรียมถอดแบตเตอรี่เพราะเป็น แหล่งจ่ายกระแสไฟพร้อมจะชอร์ตได้ตลอดเวลา หากมีน้ำเข้าเป็นตัวกลางเชื่อมประสานระหว่างขั้วบวกและขั้วลบหลังจากนำ แบตเตอรี่ออกแล้ว ให้หุ้มขั้วทั้ง 2 ด้วยถุงพลาสติกป้องกันไม่ให้น้ำขังอยู่ที่ขั้ว

หากต้องการถอดชิ้นส่วน ต่างๆ อาจเลือกถอดกรองอากาศออก เพื่อทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง ทั้งตัวหม้อกรองและบริเวณที่ต้องการทำความสะอาด น้ำยาแบบโฟมจะพุ่งตรงเข้าไปยังบริเวณที่ต้องการได้ทันที รอซัก 5 นาทีเพื่อให้น้ำยาชะล้างเอาคราบสิ่งสกปรกออกไป ถ้ายังไม่พอใจก็เอาฟองน้ำหรือแปรงสีฟันค่อยๆ ขัดถูไปเรื่อยๆ ตามซอกหลืบ จากนั้นก็ค่อยเอาน้ำล้างออก ถ้าก๊อกน้ำอยู่ไกลก็ใส่กระป๋องใบใหญ่ๆ แล้วเอาขวดน้ำตัดครึ่งเทก็ได้ แต่ถ้าก๊อกน้ำอยู่ใกล้ก็ใช้แรงดันต่ำค่อยๆ ล้างออก ห้ามเปิดน้ำแรงเด็ดขาด เพราะมีตัวเซ็นเซอร์และปลั๊กไฟอยู่บริเวณนั้น

เริ่มจากฝาครอบวาล์วกัน ก่อน เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนเห็นได้ชัดเจนเมื่อเปิดกระโปรง จากนั้นไปยังส่วนอื่นๆ ทั้งมุมหน้าซ้าย-ขวา ผนังห้องเครื่อง เสื้อสูบ ซุ้มล้อซ้าย-ขวา ถ้าเป็นบริเวณผนังห้องเครื่อง พอล้างด้วยน้ำแล้วจะดูด่างๆ ไม่ต้องตกใจ พอแห้งแล้วสีจะกลับมาเงาเหมือนเดิม
กรณีเป็นพื้นที่ค่อน ข้างเปลือยโล่ง การทำความสะอาดก็จะง่าย แต่ถ้าเป็นบริเวณยากต่อการเข้าถึง คงจะต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะห้องเครื่องเต็มไปด้วยขอบคม อาจต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะนอกจากชิ้นส่วนที่มองเห็น ตอนเปิดฝากระโปรงแล้ว ต่ำลงไปยังมีคราบสกปรกเกาะอยู่อีกมาก ทั้งผนังห้องเครื่องด้านล่าง เสื้อเกียร์ด้านใน ยางแท่นเครื่อง-เกียร์และซับเฟรม

ล้างเสร็จแล้วถ้า มีโบลว์เออร์ก็นำมาเป่าตามซอก ป้องกันไม่ให้น้ำขังอยู่ตามจุดต่างๆ แต่ถ้าไม่มีก็ให้เอาผ้าคอยซับน้ำทิ้ง หรือจะใช้พวกน้ำมันอเนกประสงค์ไล่ฉีดตามจุดต่างๆ ก็ได้ เพราะน้ำมันเหล่านี้มีคุณสมบัติไล่ความชื้นอยู่แล้ว ตามด้วยการใส่แบตเตอรี่เข้าตามเดิม ส่วนขั้วก็ใส่บวกก่อน แล้วค่อยตามด้วยขั้วลบ นอกจากนี้ยังมีน้ำยาเคลือบเงาสำหรับชิ้นส่วนต่างๆ โดยเฉพาะด้วย เอามาลงเลยก็ดี
หลังจากประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้าที่แล้ว ลองสตาร์ตเครื่อง แต่ตอนเครื่องหมุนช่วงแรกๆ อาจมีเสียงบ้างไม่ต้องตกใจ เนื่องจากสายพานหน้าเครื่องโดนความชื้นจนเกิดเสียง พอน้ำเริ่มระเหยแห้งก็เงียบเป็นปกติ ติดเครื่องไว้สักพัก ลองเร่งเครื่องดู เพื่อเช็กดูว่าทุกระบบทำงานเป็นปกติหรือเปล่า เช่น เดินครบสูบ รอบเครื่องไม่สะดุด และพัดลมทำงาน

การล้างห้องเครื่องนอกจากความสะอาดแล้ว ยังช่วยให้ตรวจเช็กสภาพอุปกรณ์ต่างๆ ได้จากที่มองไม่ค่อยเห็นเพราะคราบสกปรกบดบังอยู่


ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

วางของกั๊กที่จอดบนถนน‬ โทษปรับสูงสุด 1 หมื่นบาท

car-on-foot

พรบ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบ้านเมือง พ.ศ.2535 ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในมาตรา 19
“ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งวางหรือกองวัตถุใดๆบนถนนเว้นแต่เป็นการกระทำ ในบริเวณที่ เจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือ พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกำหนดด้วยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานจราจร”
ถ้าฝ่าฝืนจะโดนโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ตามบทลงโทษในมาตรา 57 ของ พรบ.ฉบับนี้
นอกจากนี้ยังผิดกฏหมาย ป.อาญา มาตรา 385 ในเรื่องการกีดขวางทางสาธารณะซึ่งมีโทษปรับสูงสุด 5,000 บาทอีกด้วย แต่เรื่องนี้ภาษากฏหมายเรียกว่า “การกระทำกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามบทหนักสุด” นั่นคือ โทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ตาม พรบ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในบ้านเมือง พ.ศ.2535 สรุป กั๊กที่จอดบนถนน มีความผิด ปรับไม่เกิน 10,000 บาทครับ สำหรับเรื่องราวในครั้งหน้าจะเป็นเรื่องอะไรเพื่อนๆ สามารถติดตามกันได้ที่ เว็บนายธันวา กันได้เลยครับมีประโยชน์แน่นอนครับ


ข้อมูลจาก ninethanwa.in.th

ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

Toyota VIOS ใหม่ ขุมพลัง Dual VVT-i เร้าใจด้วยชุดเกียร์ 7 สปีด พร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน


                Toyota VIOS ยนตรกรรมซับคอมแพคซีดานขวัญใจมหาชน นับว่าเป็นรถขนาดเหมาะมือที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงาม เรียบง่าย สื่อถึงอารมณ์ความหรูหรา ภายใต้การใช้งานที่คล่องตัวจากเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี ให้สมรรถนะที่โดดเด่น ควบคู่กับความทนทาน สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย


                ด้วยความที่อยู่ในตลาดมาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนโฉมไปเป็นที่เรียบร้อย แต่ในเรื่องของขุมพลังนั้น ในครั้งอดีต ทางค่ายยังคงยึดมั่นอยู่กับเครื่องยนต์ในบล็อค 1NZ-FE ที่มาพร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVT-i ในฝั่งไอดี จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด ที่แม้จะสามารถใช้งานทั่วไปได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ในมุมมองของผู้บริโภค กลับต้องการสิ่งแปลกใหม่ที่เหนือกว่า อันเป็นที่มาของเสียงเรียกร้องอย่างหนาหูจากแฟนๆ ซึ่งทาง Toyota เอง ก็มิได้รอช้า โดยล่าสุดได้ปล่อย Toyota VIOS ที่แม้เรื่องภาพลักษณ์อาจจะไม่ได้ดูมีอะไรเปลี่ยนมากมาย แต่ในเรื่องเทคโนโลยีและระบบขับเคลื่อนต่างๆ กลับได้รับการพัฒนาแบบจัดเต็ม ทั้งในเรื่องของขุมพลัง, ระบบขับเคลื่อน หรือแม้แต่เรื่องของระบบความปลอดภัยที่มีการเพิ่มระบบควบคุมการทรงตัวหรือVSC (Vehicle Stability Control) ในทุกรุ่นย่อย ซึ่งหลังจากที่ทาง BoxzaRacing ได้ทดลองขับมาเป็นที่เรียบร้อยด้วยระยะทางกว่า 350 กม. จึงขอสรุปเป็นข้อๆ สำหรับสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาใน Toyota VIOS รุ่นใหม่นี้

เครื่องยนต์บล็อกใหม่ในรหัส 2NR-FBE พร้อมระบบวาล์วแปรผัน Dual VVT-i 

                เริ่มกันที่เครื่องยนต์บล็อกใหม่ในรหัส 2NR-FBE ที่มาพร้อมระบบวาล์วแปรฝันทั้งฝั่งไอดีและไอเสียDual VVT-i ที่ส่งให้เครื่องยนต์ตัวนี้ มีความโดดเด่นทั้งในเรื่องแรงบิดที่มีมาให้ใช้งานในช่วงที่กว้าง โดยมีตัวเลขสูงสุดที่ 140 นิวตัน-เมตร ที่ 4,200 รอบ/นาที อีกทั้งยังให้แรงม้าที่สูงถึง 108 ตัว ที่รอบเครื่องยนต์ 6,000 รอบ/นาที ซึ่งแน่นอนว่าจากตัวเลขตรงนี้ อาจทำให้ผู้ใช้หลายๆ ท่านเกิดความสงสัยว่าทำไมแรงม้าที่ได้จึงน้อยกว่าเครื่องยนต์บล็อคเก่า (109 แรงม้า) ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว การนำระบบ Dual VVT-i มาใช้ น่าจะให้แรงม้าที่สูงมากขึ้น หากจะให้อธิบายตามความเข้าใจของผู้เขียน คิดว่าทีตัวเลขแรงม้าน้อยลง เป็นเพราะในเรื่องกฎหมายใหม่ที่ค่ามลพิษมีผลต่อภาษีสรรพสามิต จึงทำให้แรงม้าถูกจำกัดไว้เพียง 108 ตัว ซึ่งจะว่าไป ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้ว ที่สำคัญยังมอบความหลากหลายด้วยการรองรับเชื้อเพลิงได้ถึง E85 เลยทีเดียว

นิ่ง นุ่ม และหนึบกว่าเดิมแบบรู้สึกได้

                ประการที่สองที่ทำให้ Toyota VIOS รุ่นใหม่ มีสมรรถนะที่สูงขึ้นก็คือ ระบบส่งกำลังที่มาในรูปแบบใหม่อย่างชุดเกียร์ CVT 7 สปีด (ยกเลิกการจำหน่ายรุ่นเกียร์ธรรมดาทั้งหมด) พร้อม Sequential Shift เช่นเดียวกับรุ่นพี่อย่าง Corolla Altis ซึ่งฟีลลิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนจากการผสานการทำงานของเครื่องยนต์ Dual VVT-i และระบบเกียร์ CVT 7 สปีด ก็คือ เรื่องของความสมูทในการใช้งานทั่วๆ ไป จากรุ่นเก่าที่เวลาเหยียบคันเร่งลงไปแล้ว จะรู้สึกว่าพุ่งมากในช่วงที่สัมผัสคันเร่ง จนทำให้รู้สึกเหวอหากไม่เคยชิน ใน Toyota VIOS รุ่นใหม่ กลับไม่พบอาการดังกล่าว โดยความเร็วค่อยๆ ไต่ขึ้นอย่างต่อเนื่องและนุ่มนวลตามแบบฉบับของเกียร์ CVT หากขับขี่ด้วยความเร็ว 100 กม./ชม. ในช่วงอัตราทดเกียร์สุดท้าย รอบเครื่องยนต์จะอยู่ที่ประมาณ 1,800 รอบ/นาที และที่ความเร็ว 120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์จะอยู่ที่ประมาณ 2,100 รอบ/นาที ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในช่วงการทำงานที่กำลังดีทีเดียว นอกจากจะไม่เป็นการโหมเครื่องมากเกินไปแล้ว ยังช่วงในเรื่องของอัตราการบริโภคเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี โดยในทริปนี้ เราใช้ความเร็วที่ประมาณ 110-120 กม./ชม. หรืออาจมีแตะ 140 กม./ชม. บ้างในช่วงเร่งแซง แต่อัตราการบริโภคเชื้อเพลิงที่แสดงบนหน้าจอ ก็ยังป้วนเปี้ยนอยู่ที่ 16.5 กม./ลิตร

ที่ความเร็วสูง ทรงตัวมั่นใจ เครื่องยนต์ตอบสนองได้อย่างทรงพลัง

การวิ่งผ่านเส้นทางที่ขุขระ ช่วงล่างสามารถซับแรงสะเทือนได้น่าพอใจ

                สิ่งที่เป็นผลพลอยได้...แต่อดชื่นชมไม่ได้สำหรับ Toyota VIOS รุ่นใหม่นี้ ก็คือ เรื่องของช่วงล่างที่ถูกปรับเซ็ตมาใหม่ เนื่องจากน้ำหนักของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังเปลี่ยนไปจากเดิม ทำให้ต้องมีการเซ็ตค่าของโช๊คอัพตามน้ำหนักที่เปลี่ยนไป ผลที่ได้ก็คือ เรื่องของความนุ่มนวล ภายใต้ความหนึบแบบกำลังดี ส่งผลให้ตัวรถทรงตัวได้อย่างโดดเด่น แม้ในย่านความเร็วสูง โดยไม่รู้สึกถึงอาการแข็งกระด้างในย่านความเร็วต่ำ ช่วยสร้างความมั่นใจและความสบายในทุกการขับขี่ ส่วนระบบดิสค์เบรคทั้ง 4 ล้อ ก็ได้รับการเซ็ตมาเป็นอย่างดี ให้น้ำหนักในการเบรคได้อย่างสม่ำเสมอ ตามแรงที่ส่งไปยังแป้นเบรค

หากต้องเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ระบบ VSC สามารถช่วยได้ดีทีเดียว


                อีกหนึ่งลูกเล่นสำคัญที่ใส่มาใน Toyota VIOS ใหม่ แน่นอนว่าเป็นเทคโนยีเพื่อความปลอดภัยอย่างระบบควบคุมการทรงตัวหรือ VSC ที่จะช่วยรักษาสมดุลในการเคลื่อนที่ ในกรณีที่มีล้อใดล้อหนึ่งเกิดการลื่นไถล ระบบจะสั่งการให้เบรคที่ล้อนั้น โดยในขณะเดียวกันนั้นเครื่องยนต์จะถูกลดกำลังลงด้วยระบบ Traction Control (ที่สามรถปิดได้ หากต้องใช้งานในบางกรณี เช่น ต้องการพละกำลังเพื่อขึ้นจากหล่มโคลน) เพื่อดึงรถให้กลับเข้ามาอยู่ในสภาวะปกติ หลังจากที่ได้ทดลองระบบควบคุมการทรงตัว VSC ณ ศูนย์ทดสอบ Toyota Driving Experience Park ในสภาวะจำลองถนนที่เปียกลื่น ก็พบว่าระบบ VSC ช่วยรักษาเสถียรภาพของตัวรถได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าระบบนี้เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้การขับขี่ในทุกสภาวะ เปี่ยมด้วยความปลอดภัยอย่างแท้จริง


                สมค่ากับการรอคอยจริงๆ สำหรับ Toyota VIOS ใหม่ ที่จัดหนัก จัดเต็มด้วยเทคโนโลยีทั้งขุมพลัง ระบบขับเคลื่อน และความปลอดภัย ซึ่งสมรรถนะที่ได้มา เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับส่วนต่างที่ต้องจ่ายเพิ่ม (จากรุ่นเดิม) เพียง 10,000-15,000 บาท ส่งให้ Toyota VIOS ยังคงเป็นยนตรกรรมซีดานที่ครองใจคนรุ่นใหม่ และผู้ใช้รถใช้ถนนทุกเพศทุกวัยอย่างแท้จริง

ที่มา : car.boxzaracing.com
ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook