วันแรงงาน 2562 ประวัติวันแรงงานแห่งชาติ

    วันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม วันระลึกถึงผู้ใช้แรงงาน ประวัติวันแรงงานแห่งชาติ ภาษาอังกฤษ คือ May Day มีความสำคัญอย่างไร เรามีข้อมูลมาฝาก

ผู้ใช้แรงงานถือเป็นฝ่ายผลิตที่สำคัญในการผลักดัน ช่วยส่งเสริมพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งในต่างประเทศนั้นมีวันแรงงานมานานแล้ว โดยเรียกว่า วันเมย์เดย์ (May Day) ขณะที่ประเทศไทยนั้น ทราบกันดีว่าวันแรงงานแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี 

ประวัติวันแรงงานแห่งชาติ 
วันแรงงานแห่งชาติ


ประวัติวันแรงงานแห่งชาติ           ในสมัยก่อนประเทศในแถบยุโรปจะถือเอาวันเมย์เดย์ (May Day) เป็นวันเริ่มต้นฤดูใหม่ทางเกษตรกรรม จึงมีพิธีเฉลิมฉลองและทำการบวงสรวงขอให้ปลูกพืชได้ผลดี รวมถึงขอให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข อีกทั้งทางภาคเหนือของยุโรปก็จะมีการจัดงานรอบกองไฟในวันนี้ด้วย ซึ่งประเพณีนี้ในประเทศอังกฤษก็ยังมีสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ 

          จากตอนแรกที่เป็นเพียงวันหยุดพักผ่อนประจำปี ต่อมาประเทศอุตสาหกรรมหลายประเทศจึงถือเป็นวันหยุดตามประเพณีทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตือนใจให้ประชาชนตระหนักถึงผู้ใช้แรงงานที่ได้ทำประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ 

          ความหมายของ วันเมย์เดย์ (May Day) จึงเปลี่ยนไปจากเดิม จนเมื่อปี พ.ศ. 2433 ได้มีการเรียกร้องในหลายประเทศทางตะวันตกให้ถือเอาวันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันแรงงานสากล ทำให้หลายประเทศได้เริ่มฉลองวันแรงงานเป็นครั้งแรกในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2433 และได้สืบทอดมาจนถึงในปัจจุบัน  

 ประวัติวันแรงงานแห่งชาติในประเทศไทย
          ในประเทศไทยเมื่ออุตสาหกรรมได้ขยายตัวขึ้น ผู้ใช้แรงงานก็มีปัญหามากขึ้น รวมทั้งปัญหาแรงงานก็มีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น จนทำให้ในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยก็ได้เริ่มมีการจัดการบริหารแรงงานซึ่งเป็นการจัดสรรและพัฒนาแรงงานรวมถึงคุ้มครองดูแลสภาพการทำงาน เพื่อสร้างรากฐานและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง 

          โดยในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2499 คณะกรรมการการจัดงานที่ระลึกแรงงาน ได้จัดประชุมขึ้นพร้อมทั้งมีความเห็นตรงกันว่าควรกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันระลึกถึงแรงงานไทย จึงได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้รับรองวันที่ 1 พฤษภาคม จนเป็นที่มาของวันกรรมกรแห่งชาติ และต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นวันแรงงานแห่งชาติ และในปี พ.ศ. 2500 ก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งได้กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิ์หยุดงานในวันแรงงานแห่งชาติด้วย 
          แต่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวก็มีอายุเพียงแค่ 18 เดือนก็ถูกยกเลิกไป โดยมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 มาแทนที่ และมีการให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยออกประกาศกำหนดเรื่องการคุ้มครองแรงงาน และกำหนดวันกรรมกรให้เป็นวันหยุดตามประเพณี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ในขณะนั้นมีการผันแปรจึงมีคำชี้แจงออกมาในแต่ละปี เพื่อเตือนนายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานในวันที่ 1 พฤษภาคม แต่ก็มีการขอร้องไม่ให้มีการเฉลิมฉลองเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง 

          จนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 ได้เปิดให้มีการฉลองตามสมควร จึงมอบให้กรมแรงงานที่ขณะนั้นสังกัดกระทรวงมหาดไทยจัดงานฉลองวันแรงงานแห่งชาติขึ้นที่สวนลุมพินี โดยมีการทำบุญตักบาตร มีนิทรรศการแสดงความรู้ และกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย 

          โดยแต่เดิมนั้นการบริหารแรงงานอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐบาลได้เล็งเห็นว่าควรจะมีการยกระดับหน่วยงานเพื่อให้มีงบประมาณและเจ้าหน้าที่สำหรับการดูแลผู้ใช้แรงงานอย่างพอเพียง ในวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 จึงได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้จัดตั้งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมขึ้นเพื่อให้การบริหารงานมีความก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ และมีหน้าที่ดังต่อไปนี้ 

          1. การจัดหางาน ด้วยการช่วยเหลือคนว่างงานให้มีงานทำ ช่วยเหลือนายจ้างให้ได้คนมีคุณภาพดีไปทำงาน รวบรวมเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับการทำงาน แหล่งงาน ภาวะตลาดแรงงาน 

          2. งานแนะแนวอาชีพ ให้คำปรึกษาแก่เยาวชนและผู้ประสงค์จะทำงาน เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางประกอบอาชีพที่เหมาะสมตามความถนัด ความสามารถทางร่างกาย คุณสมบัติ บุคลิกภาพ และความเหมาะสมแก่ความต้องการทางเศรษฐกิจ 

          3. การพัฒนาแรงงาน ส่งเสริมพัฒนาฝีมือแก่คนงานและเยาวชนที่ไม่มีโอกาสศึกษาต่อโดยการฝึกแบบเร่งรัด 

           4. งานคุ้มครองแรงงาน วางหลักการและวิธีการเกี่ยวกับชั่วโมงทำงาน วันหยุดงาน ตลอดจนการจัดให้มีสวัสดิการต่าง ๆ 

           5. งานแรงงานสัมพันธ์ ทำการส่งเสริมและสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างให้ทั้งสองฝ่าย เข้าใจถึงลักษณะและสภาพของปัญหา ตลอดจนวิธีการที่เหมาะสมที่จะช่วยขจัดความเข้าใจผิดและข้อขัดแย้งอื่น ๆ 
  
          ส่วนด้านที่เกี่ยวกับกรรมกรก็ได้มีการจัดตั้งกลุ่มสหภาพแรงงานขึ้นหลายร้อยกลุ่ม และยังได้รวมตัวกันจัดตั้งสภาองค์การลูกจ้างขึ้น เพื่อทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิให้กับผู้ใช้แรงงาน มี 3 สภา ได้แก่ 

          - สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย 
          - สภาองค์การลูกจ้างแห่งประเทศไทย 
          - สภาองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย

วันแรงงานแห่งชาติ
ภาพจาก Michel Piccaya / Shutterstock

วันแรงงานแห่งชาติ หยุดไหม ? 

          สำหรับวันแรงงานแห่งชาตินั้น ไม่ถือเป็นวันหยุดราชการ ดังนั้น หน่วยงานราชการยังคงเปิดทำงานและให้บริการปกติในวันแรงงานแห่งชาติ ส่วนที่หยุดจะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานเอกชนเท่านั้น
วันแรงงานธนาคารหยุดไหม ?

          สำหรับวันแรงงานแห่งชาติถือเป็นวันหยุดของสถาบันทางการเงิน ดังนั้น ธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะปิดทำการในวันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี แต่หากเป็นธนาคารที่มีสาขาในห้างสรรพสินค้าอาจเปิดทำการในบางแห่ง 

          และนี่ก็คือความเป็นมาของวันแรงงานแห่งชาติ ที่เป็นหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าไป 


ขอขอบคุณข้อมูลจาก 
bu.ac.th 
lib.ru.ac.th 
library.sk.ac.th
https://hilight.kapook.com/view/23219

เจาะสเป็ค Toyota C-HR 2018

เผยตารางสเป็คแบบครบๆทุกรุ่นย่อย Headlightmag.com ไม่รอช้า เลยขอเจาะสเป็คทั้ง 4 รุ่นย่อย มาให้คุณผู้อ่านได้ชมกันครับ ก่อนรถคันจริงจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ปลายเดือน กุมภาพันธ์ นี้
ราคาอย่างเป็นทางการ
  • 1.8 Entry  979,000 บาท
  • 1.8 MID  1,039,000 บาท
  • 1.8 Hybrid MID  1,069,000 บาท
  • 1.8 Hybrid High  1,159,000 บาท

มาพร้อมเงื่อนไขการรับประกันตัวรถ, ระบบ Hybrid และ ฟรีค่าแรงเช็คระยะ
  • ทุกรุ่น ฟรีค่าแรง 11 ระยะ ตั้งแต่ 1,000 – 100,000 กิโลเมตร
  • ทุกรุ่น ขยายเวลารับประกันคุณภาพรถใหม่ Warranty เป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม.
  • รุ่น Hybrid รับประกันระบบ Hybrid นาน 5 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง
  • รุ่น Hybrid รับประกันแบตเตอรี่ Hybrid 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง


Engine เครื่องยนต์
เบนซิน 1.8 
เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 2ZR-FBE 4 สูบแถวเรียง ขนาด 1.8 ลิตร 1,798 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 80.5 x 88.3 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.0 : 1 กำลังสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 175 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ CVT ล็อคพูเล่ย์ 7 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหน้า ความจุถังน้ำมัน 50 ลิตร รองรับน้ำม้น E85 ปล่อย CO2 150g./km.
เบนซิน 1.8 Hybrid
รหัส 2ZR-FXE DOHC 4 สูบแถวเรียง DOHC Atkinson cycle 16 วาล์ว VVT-i ขนาด 1.8 ลิตร 1,798 ซีซี. กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 80.5 x 88.3 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 13.0 : 1 ให้กำลังสูงสุด 98 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตันเมตร ที่ 3,600 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor แรงดันไฟฟ้า 600 โวลต์ ให้กำลังสูงสุด 72 แรงม้า แรงบิด 163 นิวตันเมตร แบตเตอรี่แบบ Nickel metal Hydride (Ni-MH) แรงดันไฟฟ้า 201.6 โวลต์ 28 Modules 6.5 Ah
รวมพละกำลังจากทั้งเครื่องยนต์ และ มอเตอร์ไฟฟ้าให้ กำลังสูงสุด 122 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ แบบ E-CVT ความจุถังน้ำมัน 43 ลิตร รองรับน้ำมันสูงสุด E20 ปล่อย CO2 100 g./km.

Dimension มิติตัวถัง
  • ยาว x กว้าง x สูง : 4,360 x 1,795 x 1,565 มิลลิเมตร
  • ระยะฐานล้อ : 2,640 มิลลิเมตร
  • ความกว้างช่วงล้อ หน้า/หลัง : 1,550 / 1,570 มิลลิเมตร
  • โครงสร้างตัวถัง TNGA : Toyota New Global Architecture
  • ช่วงล่างด้านหน้า : อิสระ McPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง
  • ช่วงล่างด้านหลัง : อิสระ Double Wishbone พร้อมเหล็กกันโคลง

1.8 Entry  979,000 บาท
  • เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร 140 แรงม้า 175 นิวตันเมตร เกียร์อัตโนมัติ CVT
  • ระบบเบรกด้านหนัา ดิสก์เบรก / ด้านหลัง ดิสก์เบรก
  • พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS
  • ล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง 215/60 R17
  • บังโคลนซุ้มล้อ ด้านหน้า
  • ไฟหน้า Projector Lens แบบฮาโลเจน
  • ไฟ Daytime Running Light แบบ LED
  • สวิตซ์ปรับระดับไฟหน้า สูง-ต่ำ
  • ระบบเปิด-ปิดไฟหน้า แบบอัตโนมัติ
  • ระบบไฟหน้า Follow me home
  • ไฟท้ายแบบ LED
  • ไฟตัดหมอกหลัง
  • กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว LED ในตัว
  • กระจกมองข้าง ปรับและพับด้วยไฟฟ้า
  • กระจกมองข้าง พับเก็บแบบอัตโนมัติ
  • กระจกบังลมหน้าแบบกันเสียงรบกวน Acoustic Glass
  • สปอยเลอร์หลัง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED
  • เสาอากาศแบบครีบฉลาม Shark Fin
  • มือเปิดประตูด้านนอก สีเดียวกับตัวรถ
  • คิ้วขอบกระจกหน้าต่างสีดำ
  • คิ้วตกแต่งเสากลางภายนอกสีดำ
  • แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรงหน้า
  • ภายในห้องโดยสาร โทนสีดำ
  • เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้า
  • เบาะนั่งคู่หน้าแบบสปอร์ต
  • เบาะนั่งคนขับปรับด้วยมือ 6 ทิศทาง
  • เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้า ปรับด้วยมือ 4 ทิศทาง
  • เบาะนั่งด้านหลังแยกพับอิสระ 60 : 40
  • แผงกั้นสัมภาระด้ายท้าย
  • มือเปิดประตูด้านในโครเมียม
  • แผงบังแดดคู่หน้า พร้อมกระจกแต่งหน้า
  • พวงมาลัย และ ฐานเกียร์หุ้มด้วยหนัง
  • กระจกหน้าต่างไฟฟ้า ขึ้น-ลงอัตโนมัติ 4 บาน
  • กระจกหน้าต่าง พร้อมระบบป้องกันการหนีบ 4 บาน
  • มาตรวัด พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสี TFT ขนาด 4.2 นิ้ว
  • สวิตซ์ควบคุมหน้าจอ MID บนพวงมาลัย
  • ปุ่มเลือกโหมดการขับขี่ Sport / Eco Drive
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB
  • ระบบ Auto Brake Hold
  • ระบบเซ็นทรัลล็อค
  • ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา Dual Zone
  • หน้าจอเครื่องเสียงระบบสัมผัส Touchscreen ขนาด 7 นิ้ว
  • เครื่องเสียง วิทยุ AM FM CD MP3 DVD
  • ระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth
  • ช่องเชื่อมต่อ USB / HDMI / SD Card
  • สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย
  • ลำโพง 6 ตำแหน่ง
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
  • ระบบเบรก ABS / EBD / BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
  • ชุดปะซ่อมยางฉุกเฉิน
  • ระบบแจ้งเตือนแรงดันลมยาง TPMS
  • ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า-ด้านข้าง-ม่านนิรภัย-หัวเข่าคนขับ)
  • เซนเซอร์กะระยะด้านหน้า 4 ตำแหน่ง
  • เซนเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 ตำแหน่ง
  • กล้องมองภาพขณะถอยจอด
  • จุดยึดเบาะนั่ง ISOFIX
  • ระบบกุญแจ Immobilizer และ สัญญาณกันขโมย TDS

1.8 MID  1,039,000 บาท
(สิ่งที่เพิ่มจากรุ่น 1.8 Entry + 60,000 บาท)
  • ไฟตัดหมอกคู่หน้า
  • บังโคลนซุ้มล้อ ด้านหน้า – ด้านหลัง
  • คิ้วขอบกระจกหน้าต่างโครเมียม
  • คิ้วตกแต่งเสากลางภายนอกสีดำเงา Piano Black
  • ภายในห้องโดยสาร สีทูโทน ดำ – น้ำตาล
  • เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสีดำ
  • เบาะนั่งคนขับ พร้อมปุ่มปรับดันหลังไฟฟ้า Lumbar Support
  • ช่องใส่เอกสารด้านหนังเบาะนั่งคู่หน้า
  • ระบบกุญแจ Smart Keyless Entry
  • ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ Push Start Button

1.8 Hybrid MID  1,069,000 บาท
(สิ่งที่เพิ่มจากรุ่น 1.8 MID + 30,000 บาท)
  • เครื่องยนต์ 1.8 Hybrid + มอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT
  • แบตเตอรี่แบบ Nickel metal Hydride (Ni-MH) 28 Modules 6.5 Ah
  • ไฟหน้า Projector Lens แบบ Full LED
  • ไฟ Daytime Running Light LED แบบ Light Guiding
  • ไฟเลี้ยวไฟหน้าแบบ LED จังหวะ Sequential
  • ระบบปรับระดับไฟหน้า สูง-ต่ำ แบบอัตโนมัติ
  • ไฟท้ายแบบ Full LED โคมรมดำ
  • ไฟส่องสว่าง Ambient Light บริเวณประตูหน้า และ ที่วางแก้วน้ำ
  • ระบบ T-Connect TELEMATICS

1.8 Hybrid High  1,159,000 บาท
(สิ่งที่เพิ่มจากรุ่น 1.8 Hybrid MID + 90,000 บาท)
  • ไฟส่องสว่างที่กระจกมองข้างแบบ LED Welcome Lamp
  • ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ Rain Sensor
  • แผงบังแดดคู่หน้า พร้อมไฟส่องสว่าง
  • กระจกมองหลัง แบบปรับลดแสงอัตโนมัติ
  • ระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสาร Nanoe
  • ระบบนำทาง Navigation System
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ Automatic High Beam Control
  • ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง Blind Spot Monitoring
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert
  • ระบบเตือนเมื่อผู้ขับขี่มีอาการเหนื่อยล้า Driver Assist Alert
  • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน และ เบรกอัตโนมัติ Pre-Collision System
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงพวงมาลัยอัตโนมัติ Lane Departure Warning With Steering Assist
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แบบแปรผัน Dynamic Radar Cruise Control

สีตัวถังภายนอก มีให้เลือก 6 สี
  • สีแดง หลังคาดำ Premium Red / Black Roof (เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
  • สีน้ำเงิน หลังคาดำ Blue Metallic / Black Roof (เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
  • สีเขียวมิ้นท์ หลังคาดำ Radiant Green Metallic / Black Roof (เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
  • สีขาวมุก White Pearl Crystal (เพิ่มเงิน 10,000 บาท)
  • สีเทาเงิน Metal Stream Metallic
  • สีดำ Attitude Black Mica

เรียบเรียง www.kcycar.com

วันมาฆบูชา 2562 ประวัติมาฆบูชา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 โดย วันมาฆบูชา 2562 ตรงกับ วันอังคารที่ 19 กุมภาพันธ์ สำหรับประวัติมาฆบูชา เป็นวันที่พระสงฆ์ จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันที่เวฬุวันมหาวิหาร ในกรุงราชคฤห์ โดยมิได้นัดหมาย โดยพระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า และบรรลุพระอรหันต์แล้วทุก ๆ องค์


วันมาฆบูชา ความหมายคืออะไร

          คำว่า "มาฆะ" นั้น เป็นชื่อของเดือน 3 ย่อมาจากคำว่า "มาฆบุรณมี" หมายถึง การบูชาพระในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ ตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3  

การกำหนดวันมาฆบูชา
          การกำหนดวันมาฆบูชาตามปฏิทินจันทรคติของไทยนั้นจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 และมักตรงกับเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม 


ประวัติวันมาฆบูชา ความสำคัญของวันมาฆบูชา 
          ความสำคัญของวันมาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำสอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ หากสรุปเป็นใจความสำคัญ จะมีเนื้อหาว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์"

          ทั้งนี้ ในวันมาฆบูชาได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อม ๆ กันถึง 4 ประการ อันได้แก่

          1. วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์

          2. มีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

          3. พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6

          4. พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

          และเพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" ซึ่งคำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" นี้ มีความหมายตามการแยกศัพท์คือ

          - จาตุร แปลว่า 4
          - องค์ แปลว่า ส่วน
          - สันนิบาต แปลว่า ประชุม

          ดังนั้น "จาตุรงคสันนิบาต" จึงหมายความว่า "การประชุมด้วยองค์ 4" นั่นเอง

          ทั้งนี้ วันมาฆบูชา ถือว่าเป็นวันพระธรรม ขณะที่วันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ ส่วนวันอาสาฬหบูชา เป็นวันพระสงฆ์

ประวัติวันมาฆบูชาในประเทศไทย


          พิธีทำบุญวันมาฆบูชานี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีมาในสมัยใด อย่างไรก็ตามในหนังสือ "พระราชพิธีสิบสองเดือน" อันเป็นบทพระราชนิพนธ์ของ "พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" มีเรื่องราวเกี่ยวกับการประกอบราชกุศลมาฆบูชาไว้ว่า 

          ประเทศไทยเริ่มกำหนดพิธีปฏิบัติในวันมาฆบูชาเป็นครั้งแรกในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีการประกอบพิธีเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2394 ในพระบรมมหาราชวังก่อน โดยมีพิธีพระราชกุศลในเวลาเช้า นมัสการพระสงฆ์จากวัดบวรนิเวศราชวรวิหารและวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร จำนวน 30 รูป ฉันภัตตาหารในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

          เมื่อถึงเวลาค่ำ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ทรงจุดธูปเทียนนมัสการ พระสงฆ์ทำวัตรเย็นและสวดคาถาโอวาทปาติโมกข์ เมื่อสวดจบทรงจุดเทียน 1,250 เล่ม รอบพระอุโบสถ มีการประโคมอีกครั้งหนึ่งแล้วจึงมีการเทศนาโอวาทปาติโมกข์ 1 กัณฑ์ เป็นทั้งเทศนาภาษาบาลี และภาษาไทย ส่วนเครื่องกัณฑ์ประกอบด้วยจีวรเนื้อดี 1 ผืน เงิน 3 ตำลึง และขนมต่าง ๆ เมื่อเทศนาจบ พระสงฆ์ 30 รูป สวดรับ

          ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จออกประกอบพิธีด้วยพระองค์เองทุกปี แต่มีการยกเว้นบ้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องจากบางครั้งตรงกับช่วงเสด็จประพาสก็จะทรงประกอบพิธีมาฆบูชาในสถานที่นั้น ๆ ขึ้นอีกแห่ง นอกเหนือจากภายในพระบรมมหาราชวัง

          ต่อมาการประกอบพิธีมาฆบูชาได้แพร่หลายออกไปภายนอกพระบรมมหาราชวัง และประกอบพิธีกันทั่วราชอาณาจักร ทางรัฐบาลจึงประกาศให้เป็นวันหยุดทางราชการด้วย เพื่อให้ประชาชนจากทุกสาขาอาชีพได้ไปวัด เพื่อทำบุญกุศลและประกอบกิจกรรมทางศาสนา

          นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2549 รัฐบาลไทยประกาศให้วันมาฆบูชา เป็นวันกตัญญูแห่งชาติอีกด้วย

วันมาฆบูชา กับหลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติ 

          หลักธรรมที่ควรนำไปปฏิบัติคือ "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งเป็นหลักคำสอนสำคัญอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เพื่อนำไปสู่ความหลุดพ้น หลักธรรมประกอบด้วย หลักการ 3 อุดมการณ์ 4 และวิธีการ 6 ดังนี้

          หลักการ 3 คือหลักคำสอนที่ควรปฏิบัติ ได้แก่
          1. การไม่ทำบาปทั้งปวง คือ การลด ละ เลิก ทำบาปทั้งปวง อันได้แก่ อกุศลกรรมบถ 10 ซึ่งเป็นทางแห่งความชั่ว 10 ประการที่เป็นความชั่วทางกาย (การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม) ทางวาจา (การพูดเท็จ การพูดส่อเสียด การพูดเพ้อเจ้อ) และทางใจ (การอยากได้สมบัติของผู้อื่น การผูกพยาบาท และความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม)

          2. การทำกุศลให้ถึงพร้อม คือ การทำความดีทุกอย่างตาม กุศลกรรมบถ 10 ทั้งความดีทางกาย (ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ประพฤติผิดในกาม) ความดีทางวาจา (ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ) และความดีทางใจ (ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น มีความเมตตาปรารถนาดี มีความเข้าใจถูกต้องตามทำนองคลองธรรม)

          3. การทำจิตใจให้ผ่องใส คือ ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ หลุดจากนิวรณ์ที่คอยขัดขวางจิตใจไม่ให้เข้าถึงความสงบ ได้แก่ ความพอใจในกาม, ความพยาบาท, ความหดหู่ท้อแท้, ความฟุ้งซ่าน และความลังเลสงสัย

          ซึ่งทั้ง 3 หลักการข้างต้น สามารถสรุปใจความสำคัญได้ว่า "ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์" นั่นเอง


          อุดมการณ์ 4 ได้แก่

          1. ความอดทน อดกลั้น คือ ไม่ทำบาปทั้งกาย วาจา ใจ
          2. ความไม่เบียดเบียน คือ งดเว้นจากการทำร้าย หรือเบียดเบียนผู้อื่น
          3. ความสงบ ได้แก่ การปฏิบัติตนให้สงบทั้งทางกาย วาจา ใจ
          4. นิพพาน ได้แก่ การดับทุกข์ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา


          วิธีการ 6 ได้แก่

          1. ไม่ว่าร้าย คือ ไม่กล่าวให้ร้าย โจมตีใคร
          2. ไม่ทำร้าย คือ การไม่เบียดเบียนผู้อื่น
          3. สำรวมในปาฏิโมกข์ คือ เคารพระเบียบวินัย กฎกติกา รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม
          4. รู้จักประมาณ คือ รู้จักความพอดีในการบริโภค รวมทั้งการใช้สอยสิ่งต่าง ๆ
          5. อยู่ในสถานที่สงัด คือ อยู่ในสถานที่ที่มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
          6. ฝึกหัดจิตใจให้สงบ คือ การฝึกหัดชำระจิตใจให้สงบ มีประสิทธิภาพที่ดี


วันมาฆบูชา


กิจกรรมวันมาฆบูชาที่ควรปฏิบัติ

          การปฏิบัติตนสำหรับพุทธศาสนิกชนในวันมาฆบูชา คือ ในตอนเช้า ควรไปทำบุญตักบาตร ไปวัดเพื่อฟังพระธรรมเทศนา หรือจัดสำรับคาวหวานไปทำบุญถวายภัตตาหาร ช่วงบ่ายฟังพระแสดงพระธรรมเทศนา เจริญสมาธิภาวนา เมื่อถึงตอนค่ำ นำดอกไม้ ธูป เทียนไปเวียนเทียน 3 รอบที่พระอุโบสถ โดยการเวียนเทียนนั้นจะเวียนขวา จำนวน 3 รอบ และช่วงเวลาที่เดินอยู่นั้นให้ระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนควรบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตามสถานที่ต่าง ๆ และรักษาศีล สำหรับตามบ้านเรือน สถานที่ราชการ จะมีการประดับธงชาติ ธงธรรมจักร เพื่อระลึกถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา 

ข้อเสนอแนะการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมในวันมาฆบูชา 

          กิจกรรมวันมาฆบูชาเกี่ยวกับครอบครัว

          กิจกรรมที่ครอบครัวควรทำในวันมาฆบูชา อย่างเช่น การทำความสะอาดบ้าน จัดแต่งที่บูชาประจำบ้าน ชักชวนครอบครัวไปทำบุญตักบาตร ฟังศีล ฟังธรรม บำเพ็ญกุศล ปฏิบัติธรรม รวมทั้งควรศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอน และความสำคัญของวันมาฆบูชาด้วย

          กิจกรรมวันมาฆบูชาเกี่ยวกับสถานศึกษา

          ในสถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญอีกแห่ง โดยภายในสถานศึกษาควรมีการร่วมรำลึกถึงความสำคัญของวันมาฆบูชา เช่น จัดนิทรรศการให้ความรู้ ประกวดเรียงความ ตอบปัญหาธรรมะ บรรยายธรรม หรือร่วมกันทำบุญ ตักบาตร เวียนเทียน บำเพ็ญกุศล อีกทั้งประกาศเกียรติคุณนักเรียนผู้ทำประโยชน์ ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี

          กิจกรรมวันมาฆบูชาเกี่ยวกับสถานที่ทำงาน

          ควรประชาสัมพันธ์ในที่ทำงาน และจัดให้มีการบรรยายธรรม หรือบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกัน ร่วมทำบุญ บำเพ็ญกุศลร่วมกัน

          กิจกรรมวันมาฆบูชาเกี่ยวกับสังคม

          ภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็น วัด มูลนิธิ สมาคม สื่อมวลชน สนามบิน สถานีรถไฟ ฯลฯ ควรช่วยกันประชาสัมพันธ์ความสำคัญของวันมาฆบูชา อาจเป็นการพิมพ์เอกสารให้ความรู้ จัดให้มีการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน เช่น ทำบุญตักบาตร ฟังธรรม ช่วยกันรณรงค์ให้เลิกอบายมุข โดยรณรงค์ให้ช่วยกันทำประโยชน์ต่อสังคมแทน อาจช่วยกันปลูกต้นไม้ ทำความสะอาดที่สาธารณะ ฯลฯ

 ประโยชน์ที่จะได้รับจากการจัดกิจกรรมในวันมาฆบูชา

          พุทธศาสนิกชนจะมีความรู้ ความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับความสำคัญของวันมาฆบูชา รวมทั้งหลักธรรมต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดความตระหนักต่อความสำคัญของพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะชาวพุทธ และยังเป็นการช่วยธำรงพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไป


ขอขอบคุณข้อมูลจาก 

dhammathai.org
culture.go.th
dhammajak.net

เลือกน้ำมันเกียร์ผิด เกียร์อาจพังได้!

เลือกน้ำมันเกียร์
เพื่อให้ระบบเกียร์หรือระบบส่งกำลังสามารถทำงานได้อย่างประสิทธิภาพสูงสุด องค์ประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ ‘น้ำมันเกียร์’ ซึ่งต้องเลือกให้ถูกต้องและเหมาะสมต่อการใช้งาน การเลือกใช้สเปกที่ถูกต้องช่วยให้การทำงานของเกียร์สม่ำเสมอและมีอายุการใช้งานยาวนาน ไม่ต้องซ่อมหรือเปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่บ่อย ๆ แน่นอนว่าถ้าหากเลือกใช้น้ำมันเกียร์ไม่ถูกต้อง หรือคุณภาพต่ำย่อมส่งทำให้เกียร์เกิดการสึกหรอ สั่น มีเสียงดัง สูญเสียกำลัง หรือเกิดความเสียหายในที่สุด ซึ่งมีหลายปัจจัยที่ใช้พิจารณาก่อนการตัดสินใจเลือกใช้น้ำมันเกียร์
ปัจจัยสำคัญคือ ‘เบอร์ความหนืดน้ำมันเกียร์นั้น’ ขึ้นอยู่กับประเภทของเกียร์ ความเร็วรอบ และอุณหภูมิการใช้ หากคู่มือเครื่องแนะนำเบอร์ความหนืดน้ำมันเกียร์มาแล้ว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของคู่มือ โดยความหนืดของน้ำมันเกียร์ (Viscosity) จะมีช่วงการใช้งานอยู่ระหว่างในช่วงเกียร์ที่ต้องการความหนืดต่ำ และช่วงที่เกียร์ต้องการความหนืดสูง ค่าความหนืดต่ำเป็นผลดีสำหรับความเร็วสูง เกียร์รับแรงกดดันน้อย ฟันเฟืองเล็ก ความหนืดต่ำให้ฟิล์มน้ำมันบางแรงเสียดทานต่ำ (ประสิทธิภาพเชิงกลสูง) อุณหภูมิต่ำ (ระบายความร้อนได้ดี) ส่วนความหนืดสูงเป็นผลดีสำหรับ ความเร็วต่ำเกียร์เกียร์รับแรงกดดันสูง  ฟันเฟืองใหญ่  ความหนืดสูงให้ฟิล์มน้ำมันหนาทนต่อการสึกหรอสูงและทนต่อสภาวะความดันสูง   สิ่งที่กำหนดน้ำมันเกียร์ตามความหนืดคือ SAE หรือสมาคมวิศวกรยานยนต์ เพื่อเป็นระบบการจัดระดับความหนืดสำหรับน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องยนต์ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบ น้ำมันทั้งหมดจะถูกแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ คือ โมโนเกรดและมัลติเกรด
เลือกน้ำมันเกียร์
น้ำมันเกียร์โมโนเกรด ถูกกำหนดโดยเลขจำนวน  (70, 90, 140, 250, ฯลฯ ) เลขจำนวนหมายถึง ระดับของความหนืดของน้ำมันที่อุณหภูมิที่กำหนด หมายเลขยิ่งสูงหมายถึงความหนืดของน้ำมันที่สูงตาม ความหนืดของน้ำมันเกียร์ กำหนดโดยตัวเลขอย่างเดียว ไม่มีอักษร ‘W’ (SAE 80, SAE 90, SAE 140 ฯลฯ ) ระบุการใช้งานที่อุณหภูมิ 212 ° F (100 ° C) นี้หมายถึงน้ำมันเกียร์ที่สำหรับการใช้งานที่อุณหภูมิสูง 100 °C หรือความหนืดของน้ำมันเกียร์ที่กำหนด  มีตัวเลขตามด้วยตัวอักษร ‘W’ (SAE 70W, SAE 75W, SAE 80W ฯลฯ ) ระบุที่อุณหภูมิ 0 ° F (-18 ° C) ตัวอักษร ‘W’ หมายถึงฤดูหนาว(Winter) เกรดเหล่านี้จะใช้สำหรับการใช้งานที่อุณหภูมิต่ำ
น้ำมันเกียร์มัลติเกรด ความหนืดของน้ำมันเกียร์จะมีเสถียรภาพโดยสารโพลิเมอร์ (Improvers ค่าดัชนีความหนืด) ความหนืดของน้ำมันเกียร์ดังกล่าวถูกกำหนดทั้งที่อุณหภูมิสูงและต่ำ น้ำมันเหล่านี้ถูกเรียกว่า Multi Grade และจะกำหนดการใช้งานโดยหมายเลขสองชุดและตัวอักษร ‘W’ (SAE 75W-90, SAE 80W-90, 85W-SAE 140 ฯลฯ )หมายเลขชุดแรกระบุความหนืดของน้ำมันที่อุณหภูมิเย็นหมายเลขชุดที่สองระบุความหนืดของน้ำมันที่อุณหภูมิสูง ยกตัวอย่าง น้ำมัน SAE 85W-140  มีความหนืดที่อุณหภูมิต่ำเหมือนกับ SAE 85W แต่มีความหนืดที่อุณหภูมิสูงแบบเดียวกับ SAE140  ซึ่งเป็นน้ำมันเกียร์ชนิดมัลติเกรดที่ใช้ในช่วงอุณหภูมิที่กว้าง
เลือกน้ำมันเกียร์
สรุปได้ว่า การเลือกใช้งานน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเกียร์ธรรมดาหรือเฟืองท้าย ให้ดูจากคู่มือในการใช้รถว่าผู้ผลิตแนะนำให้ใช้น้ำมันเกียร์เบอร์ไหนอย่างไร สิ่งที่ควรระวังในระบบเกียร์คือต้องใช้น้ำมันให้ถูกประเภท เพื่อที่ระบบเกียร์จะได้ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และไม่เกิดความเสียหายต่อระบบเกียร์ สำหรับระบบเกียร์ธรรมดา ส่วนใหญ่จะเลือกใช้เบอร์ความหนืด SAE 80W-90 เป็นน้ำมันหล่อลื่นเกียร์แบบมัลติเกรด เป็นน้ำมันหล่อลื่นเกียร์ที่มีความหนืดเบอร์ 90 ส่วน 80W คือมาตรฐานที่บ่งชี้ว่าน้ำมันเครื่องทนอุณหภูมิติดลบได้แค่ไหน ส่วนการเลือกการเลือกน้ำมันเกียร์ออโตเมติกให้ดูที่ข้างขวดหรือแกลอนจะระบุประเภทไว้ชัดเจนว่า ATF-Automatic transmission fluid เป็นอักษรขึ้นต้น เช่น ของศูนย์ HONDA คือ ATF-Z1,ATF-DW1 เป็นต้น และถ้าเป็นเกียร์ CVT (continuously variable transmission) ก็ใช้คำขึ้นต้นนี้เท่านั้น และที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ อีกเกรดก็คือ Dexron-ATF เป็นน้ำมันสำหรับเกียร์อัตโนมัติที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมาก ได้รับการเลือกให้นำไปใช้กับเกียร์อัตโนมัติของรถยี่ห้อต่างๆ กว่า 70% ของโลกแห่งเกียร์อัตโนมัติก็ว่าได้
เห็นได้ว่าน้ำมันเกียร์มีความสำคัญอย่างมากต่อระบบเกียร์ ดังนั้นผู้เป็นเจ้าของรถควรจะเลือกใช้น้ำมันเกียร์ตามคำแนะนำในคู่มือและคำแนะนำในการบำรุงรักษาของผู้ผลิตรถยนต์ ทั้งนี้เพื่อให้เกียร์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา : https://www.roojai.com/article/your-car/how-to-choose-gear-oil/
เรียบเรียง : www.kcycar.com

เลือกน้ำมันเครื่องแบบไหน ให้ตรงกับความต้องการของรถคุณ

หนึ่งในค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรถยนต์บ่อยที่สุดคือ การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เพราะหากคุณใช้น้ำมันถึงระยะทางที่กำหนดคุณภาพจะเริ่มเสื่อม การหล่อลื่น หล่อเย็นภายในเครื่องแย่ลง เครื่องทำงานไม่ราบรื่น พังไวก่อนกำหนด เปลี่ยนหรือซ่อมก็ต้องกำเงินหมื่นไปอยู่ดี
คำถามมักเกิดขึ้นในช่วงที่ต้องเลือก "น้ำมันเครื่องรุ่นไหนดี" กึกก้องมาในหัวใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นกระปุกคาร์จึงนำความรู้เกี่ยวกับน้ำมันเครื่อง 3 เรื่องที่คุณต้องดู ใช้ประกอบการพิจารณามาบอกให้ทุกท่านได้ตัดสินใจง่ายขึ้น

1. น้ำมันเครื่อง มีทั้งหมด 3 ประเภท

  • น้ำมันเครื่องธรรมดา (Synthetic) ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่กลั่นจากน้ำมันปิโตรเลียม ใช้งานได้ประมาณ 3,000-5,000 กม.
     
  • น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi Synthetic) ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นธรรมดากับชนิดสังเคราะห์ ใช้งานได้ประมาณ 5,000-7,000 กม.
     
  • น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ (Fully Synthetic) ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่สังเคราะห์จากน้ำมันปิโตรเลียม ใช้งานได้ประมาณ 7,000-10,000 กม.
     
แน่นอนว่าเห็นจากระยะการใช้งานคงเลือกกันไม่ยาก แต่ของดีย่อมราคาแพงกว่า เพราะน้ำมันเครื่องแบบธรรมดาราคาประมาณหลักร้อย น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ก็อยู่หลักพัน ตามแต่สูตรและยี่ห้อ

2. ดูค่าของน้ำมันเครื่อง

จากรูปตัวอย่างจะเห็นค่า "SM 10W-30" ซึ่งขอจำแนกดังนี้
"SM" คือค่า API (American Petroleum Institute Standard) กำหนดโดยสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับน้ำมันเครื่องแบบสากลทั่วโลก
มาตรฐาน API หากเป็นน้ำมันเครื่องยนต์เบนซินจะขึ้นต้นด้วย "S" เช่น API SM หรือ API SL ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลจะขึ้นต้นด้วย "C" เช่น API CJ-4 หรือ API CI-4 โดยเช็กรายละเอียดได้ที่ www.api.org (ยิ่งปีเก่าเท่าไรมาตรฐานก็ต่ำลง)

API SN มาตรฐานคุณภาพระดับสูงสุดของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์เบนซิน ให้มาตรฐานประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น ป้องกันเทอร์โบชาร์จเจอร์ เข้ากับระบบควบคุมการปล่อยไอเสีย และเครื่องยนต์ที่ทำเพื่อรองรับน้ำมัน E85 ประกาศใช้เดือนตุลาคม ในปี 2010
API SM ประกาศใช้เมื่อปี 2010
API SL ประกาศใช้เมื่อปี 2004
API SJ ประกาศใช้เมื่อปี 2001

CK-4 มาตรฐานคุณภาพระดับสูงสุดของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ดีเซล ประกาศใช้เมื่อปี 2017
CJ-4 ประกาศใช้เมื่อปี 2010
CI-4 ประกาศใช้เมื่อปี 2002
CH-4 ประกาศใช้เมื่อปี 1998
"10W-30" คือค่ามาตรฐานจาก SAE (The Society of Automotive Engineer) ซึ่งเป็นสมาคมวิศวกรรมยานยนต์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา
โดยค่าชุดเลขตัวแรก "10W" ค่าการทนความเย็นของน้ำมันเครื่อง ดังนี้

W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ต่ำกว่า -30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
5W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง -30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
10W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง -20 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
15W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง -10 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
20W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง 0 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
ชุดเลขตัวที่สอง "30" บอกถึงค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องที่มีตั้งแต่ 60, 50, 40, 30, 20, 10 และ 5 โดยตัวเลขมีความหนืดมาก ตัวเลขน้อยมีความหนืดน้อยตามลำดับ โดยความหนืดของน้ำมันมีผลต่อการหล่อลื่นและช่วยลดการสึกหรอได้มาก โดยความหนืดที่เหมาะสมสำหรับเครื่องยนต์ทั่วไปอยู่ที่ 20-40
ทริกที่หลายคนเลือกเปลี่ยนน้ำมันเครื่องคงเป็นเรื่องค่าความหนืด เพราะอุณภูมิอากาศในไทยต่อให้ใช้ 20W ก็ยังไม่น่ากังวล เครื่องยนต์ใหม่ก็มักไปเริ่มกันที่ "40" และปรับให้หนืดขึ้นเมื่ออายุเครื่องยนต์เพิ่ม เพื่อให้เครื่องฟิตขึ้น.. 

3. ดูน้ำมันเครื่องสูตรพิเศษ

น้ำมันเครื่องหลายชนิดในตอนนี้มีการบอกว่าเหมาะสมกับประเภทการใช้งาน ตัวอย่างเช่น

For NGV, LPG & Gasoline - สามารถใช้ได้ดีกว่าสำหรับรถที่ติดแก๊ส NGV และ LPG
Heavy Duty - ใช้ได้ดีสำหรับรถที่บรรทุกของหนัก
สรปุแล้วทั้ง 3 ข้อนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่จะชี้ไปว่าน้ำมันเครื่องแบบไหนเหมาะสมกับรถยนต์ของคุณ เลือกใช้ได้แน่นอน ที่เหลือคงเป็นราคาจำหน่าย ยี่ห้อไหนก็ตามแต่ชอบกันเลยครับ 
ที่มา : https://car.kapook.com/view198481.html
เรียบเรียง : www.kcycar.com

ขับรถเที่ยวหน้าหนาวให้ปลอดภัยไร้กังวล

ขับรถเที่ยวหน้าหนาวให้ปลอดภัยไร้กังวล
ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่ได้มีฤดูหนาวแบบหฤโหดเหมือนกับทางฝั่งตะวันตกซึ่งต้องเตรียมพร้อมยางลุยหิมะกันยกใหญ่ แต่คนที่ชื่นชอบการขับรถเที่ยวดอยสูงก็ควรเตรียมความพร้อมทั้งคนและรถเช่นกัน
หลายจังหวัดทั้งภาคเหนือและภาคอีสานมักคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศที่ต้องการสัมผัสอากาศหนาวในช่วงปลายปี แน่นอนว่า อุบัติเหตุย่อมมีมากขึ้นตามจำนวนผู้คนที่ขับรถท่องเที่ยวมากกว่าช่วงเวลาปกติ เราจึงขอแนะนำเคล็ดลับการขับรถหน้าหนาวอย่างไรให้ปลอดภัยไร้กังวล

1. อุ่นเครื่องยนต์ให้นานขึ้น
เริ่มจากก่อนออกเดินทาง ควรสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้นานกว่าเดิม อย่างน้อยสัก 1 นาทีเพื่อให้เครื่องยนต์ได้ “วอร์มอัพ” น้ำมันหล่อลื่นและชิ้นส่วนต่างๆ มีความพร้อมทำงานอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันการสึกหรอและยืดอายุการใช้งานของตัวรถ
2. ใช้ไฟตัดหมอก
ถึงเวลาแล้วที่คุณจะได้ใช้ไฟตัดหมอกให้เป็นประโยชน์ เมื่อต้องขับขี่ผ่านเส้นทางเทือกเขาสูงหรือกระทั่งถนนทางราบในหลายจังหวัดของภาคเหนือและอีสานในช่วงสิ้นปีมักจะมีหมอกควันในช่วงเช้าหรือเย็น (บางครั้งตลอดทั้งวัน) ดังนั้น ควรเปิดไฟตัดหมอกเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยทั้งแก่ผู้ขับขี่เอง และเพื่อนร่วมท้องถนนที่จะเห็นคุณได้ชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ ควรเปิดระบบไล่ฝ้าเป็นระยะเพื่อเพิ่มการมองเห็น

https://img.icarcdn.com/autospinn/body/Drive-Safely-in-Fog.jpg
3. หลีกเลี่ยงการจอดไหล่ทาง
ถ้าไม่มีความจำเป็นถึงที่สุดจริงๆ ไม่ควรจอดรถบริเวณไหล่ทางเนื่องจากทัศนวิสัยที่เลวร้ายทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้ง่าย ควรมองหาที่จอดพักรถ ปั๊มน้ำมันหรือจุดชมวิวที่ลึกเข้าไปข้างทาง
4. ขับช้ากว่าปกติ
การขับรถท่ามกลางหมอกควันไม่ต่างจากการขับรถท่ามกลางฝนตกหนัก ควรลดความเร็วลงกว่าปกติเพื่อป้องกันความเสี่ยงอุบัติเหตุ เนื่องจากเราไม่สามารถมองเห็นถนนหนทางได้ชัดเจนนัก ความเร็วที่ช้าลงจะช่วยเพิ่มระยะเวลาการตัดสินใจได้มากขึ้นเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะบนถนนต่างจังหวัดที่มักมีรถมอเตอร์ไซค์และจักรยานของชาวบ้าน รวมถึงสิงสาราสัตว์จากป่าข้างทาง
5. ปิดแอร์ รับอากาศบริสุทธิ์สดชื่น
การขับรถขึ้นหรือลงดอยช่วยเปิดโอกาส (ที่ไม่บ่อยครั้งนัก) ให้เราสามารถปิดแอร์และเปิดกระจกเพื่อสัมผัสอากาศเย็นอันบริสุทธิ์ที่พัดผ่านได้ การปิดแอร์ขณะขับรถขึ้นลงดอยสูงยังช่วยประหยัดน้ำมันและถนอมการทำงานของเครื่องยนต์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

เรียบเรียง www.kcycar.com