วิธีดูแลรถง่ายๆ หลังขับรถลุยฝน

     รถยนต์ของคุณที่สุดจะรักและสุดจะห่วงต้องมีรอยคราบน้ำสกปรกที่ประเด็นมาจากล้อรถคันข้างหน้า หรือน้ำที่กระเด็นมาจากรถคันข้างๆ ที่เหยียบมิดมาแต่ไกล หรือจะเป็นคราบดินทรายที่กระเด็นมาเกาะรถของเราอีกล่ะ เห็นอย่างนี้แล้วคงจะเหนื่อยใจไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานก็ยิ่งไม่ดีกับรถยนต์ของเรา แล้วจะมีวิธีอย่างไรล่ะ เพื่อไม่ให้รถยนต์ของเราไม่สกปรกและเลอะเทอะหลัง ขับรถลุยฝน
  1. อย่าใช้ผ้าเช็ดทันทีหลังจาก ขับรถลุยฝน มา
หลังจากที่ขับรถกลับบ้านแล้ว สิ่งที่เห็นนั่นก็คือ น้ำสกปรกที่มาเกาะตามเรืองร่างของรถเรานั่นเอง เห็นแล้วรู้สึกอยากจะนำผ้ามาถูๆ ทันที เพื่อให้รถของเราดูสะอาด ไม่มีรอยคราบของน้ำที่สกปรก แต่รู้หรือไม่ว่าการที่ล้างรถทันทีหลัง ขับรถลุยฝน มา ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดทันที เพราะเนื่องจากจะมีเศษฝุ่น เศษโคลน หรือเศษกรวดเล็กๆ ที่ติดมากับรถ ซึ่งเมื่อเราใช้ผ้าเช็ดรถโดยที่ไม่ได้ล้างรถด้วยน้ำสะอาดก่อน จะทำให้รถยนต์ของเราเป็นรอยได้นะ
  1. ล้างรถทันทีหลังหลังจาก ขับรถลุยฝน มา
เพื่อไม่ให้เกิดคราบน้ำและเศษฝุ่นแห้งติดรถยนต์ของเรา ซึ่งทำให้สีรถยนต์ของเราเสื่อมสภาพได้ หลังจากที่ล้างรถเสร็จแล้วก็ควรเคลือบสีรถไปด้วยเลย หาก ขับรถลุยฝน ครั้งต่อไป น้ำจะได้ไม่เกาะตัวรถมาก แต่การล้างรถก็ไม่ควรล้างช่วงเย็น หรือช่วงค่ำ เพราะจะทำให้น้ำแห้งช้าและชิ้นส่วนของรถยนต์ก็จะขึ้นสนิมได้ ยกเว้นว่ามีเครื่องเป่าลมไล่น้ำ
  1. ตรวจสอบระบบต่างๆ ของเครื่องยนต์
หลังจากที่ฝนตกเป็นระยะเวลานานๆ น้ำก็อาจะท่วมขังก็เป็นได้ ดังนั้น หลังจากที่ขับรถลุยน้ำท่วมมาแล้ว ควรที่จะตรวจสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ โดยเฉพาะตัวกรองอากาศ เพราะตัวกรองอากาศนั้นต้องกรอกอากาศและเศษต่างๆ ที่มาพร้อมกับน้ำฝน จึงทำให้มีอายุการใช้งานที่สั้นลง ดังนั้น ควรหมั่นตรวจสอบตัวกรองอากาศทันทีหลังจากที่ขับรถลุยน้ำท่วม ยังไม่หมดเพียงเท่านี้  ควรตรวจสอบน้ำมันเกียร์ และน้ำมันเครื่องด้วยว่ามีน้ำเข้าไปผสมหรือไม่ เพราะอาจเกิดการรั่วซึม และทำให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องยนต์ได้ ถ้าพบว่าเครื่องยนต์มีความผิดปกติควรนำรถเข้าไปตรวจสอบที่ศูนย์บริเวณใกล้บ้านคุณทันที
  1. ตรวจสอบการทำงานของไดสตาร์ท
ไดสตาร์ท หรือมอเตอร์สตาร์ท เป็นมอเตอร์ต้นกำลังเพื่อฉุดให้เครื่องยนต์ติดตอนเวลาที่สตาร์ทรถยนต์นั่นเอง วิธีการตรวจสอบง่ายๆ ว่าสตาร์ทมีปัญหาหรือไม่ เพียงแค่บิดกุญแจสตาร์ทรถ ถ้าไดสตาร์ททำงานช้าลง แสดงว่า หลังจากที่ ขับรถลุยฝน มา น้ำฝนนี่แหละอาจเป็นตัวปัญหาที่ทำให้ไดสตาร์ทมีปัญหา ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้ นั่นก็คือ ถอดไดสตาร์ทออกมาทำความสะอาดเท่านั้นเอง
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงวิธีการดูแลหลังจาก ขับรถลุยฝน อย่างง่าย ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน แต่ถ้าปัญหานั้นมีความซับซ้อนมากที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ก็ต้องถึงมือช่างกันแล้วล่ะ อย่าทำเองเพราะไม่เช่นนั้นเครื่องยนต์อาจจะแย่กว่าเดิม
เรียบเรียง : kcycar.com
ข้อมูล : auto.mthai.com

www.facebook.com/kcycar


Hyundai H-1 และ Grand Starex Minorchange 2016

ราคาอย่างเป็นทางการ
H-1 (11 Seats+)
Touring  1,289,000 บาท
Elite  1,499,000 บาท
Deluxe  1,679,000 บาท
Grand Starex (7Seats+)
Premium  2,349,000 บาท
VIP  2,399,000 บาท
hyundai_price_banner
เครื่องยนต์ Engine
ดีเซล CRDi VGT รหัส D4CB ขนาด 2.5 ลิตร 2,497 ซีซี.
4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Commonrail Direct Injection
VG-Turbo with Intercooler กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก
91.0 x 96.0 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 16.4 : 1
กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด 441 นิวตันเมตร ที่ 2,000 – 2,250 รอบ/นาที
จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ พร้อม Sequential Shift
ภาพรุ่น H-1 Touring
Key7_H1_Touring- CMYK_MainCoverLR H1_FLUSH_GLASS_2014_Small HyperFocal: 0 HyperFocal: 0

ภายนอก Exterior ( H-1 )
– กระจังหน้าใหม่เป็นแบบแนวตั้ง
– ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Light) พร้อมสวิตซ์สำหรับปิด-เปิด
– ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว สี hyper silver
– กระจังหน้าแบบแนวนอน 2 ชั้น (รุ่น Touring)
– ไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่
ภายนอก Exterior ( Grand Starex )
– กระจังหน้าใหม่แบบโครเมียมแนวตั้ง
– ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Light) พร้อมสวิตซ์สำหรับปิด-เปิด
– ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ 17 นิ้ว สี Hyper Silver
ภาพรุ่น H-1 Elite
HyperFocal: 0 Key3_H1_Elite- CMYKLR HyperFocal: 0 HyperFocal: 0 HyperFocal: 0

ภายในห้องโดยสาร Interior
– หน้าปัดเรืองแสงใหม่ พร้อมไฟส่องสว่างสีขาว
– หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ (trip computer) (รุ่น H-1 Elite, Deluxe และ Grand Starex)
– ระบบปรับอากาศแบบธรรมดา (รุ่น H-1 Touring และ Elite)
– ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ (รุ่น H-1 Deluxe และ Grand Starex)
– ระบบเครื่องเสียงพร้อมหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 8 นิ้ว
– ช่องเชื่อมต่อ USB / iPod
– ระบบเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth
– รองรับการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ Wifi ได้ (รุ่น H-1 Deluxe และ Grand Starex)
– หน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ขนาด 13.3 นิ้ว (รุ่น H-1 Deluxe และ Grand Starex Premium)
– ช่องเชื่อมต่อ HDMI
– พวงมาลัยพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์
– ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control  (รุ่น H-1 Deluxe และ Grand Starex)
– ประตูเลื่อนแบบไฟฟ้า พร้อมสวิตซ์ควบคุมการเปิดปิดประตูบริเวณที่นั่งคนขับ
– รีโมทคอนโทรลสำหรับเปิด-ปิดประตูไฟฟ้า (รุ่น H-1 Deluxe และ Grand Starex)
– เบาะนั่งภายในห้องโดยสารด้านหลัง, พนักพิงศีรษะ และที่เท้าแขน ที่วางเท้า
– VIP Counter พร้อม Ambient Light สามารถปรับเปลี่ยนได้ 3 สี (รุ่น Grand Starex VIP)
– USB Port สำหรับชาร์จไฟ (รุ่น Grand Starex VIP)
– ตกแต่งด้วยวัสดุลายไม้ภายในห้องโดยสาร (รุ่น H-1 Deluxe และ Grand Starex)
ภาพรุ่น H-1 Deluxe
Key6_H1_DX- CMYK_MainCoverLRKey1_H1_DX- CMYKLR
HyperFocal: 0 HyperFocal: 0 HyperFocal: 0 A800_9472 HyperFocal: 0

ระบบความปลอดภัย Safety
– ไฟส่องสว่างบริเวณใต้กระจกมองข้าง (รุ่น H-1 Deluxe และ Grand Starex)
– Smart View Monitor กล้องมองรอบทิศทางขณะถอยจอด 360 องศา
(รุ่น H-1 Deluxe และ Grand Starex) โดยภาพจากกล้องทั้ง 4 ตัวที่ติดตั้งบริเวณกระจังหน้า
ใต้กระจกมองข้างด้านซ้ายและด้านขวา และบริเวณป้ายทะเบียนด้านหลัง จะแสดงบนหน้าจอกลาง
– ระบบควบคุมการทรงตัว (ESP : Electronic Stability Control) (รุ่น Grand Starex)
– ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS
– ถุงลมนิรภัยคู่หน้า 2 ตำแหน่ง
ภาพรุ่น Grand Starex
HyperFocal: 0 HyperFocal: 0 HyperFocal: 0 A800_9461 HyperFocal: 0 HyperFocal: 0

สีตัวถังภายนอก มีให้เลือกด้วยกัน 5 สี
รุ่น H-1 Touring
– สีเงิน Hyper Metallic
รุ่น H-1 Elite / Deluxe
– สีเงิน Hyper Metallic
– สีดำ Timeless Black
– สีน้ำตาล Tan Brown
รุ่น Grand Starex Premium
– สีเงิน Hyper Metallic
– สีดำ Timeless Black
– สีขาว Arctic White
รุ่น Grand Starex VIP
– สีเงิน Hyper Metallic
– สีดำ Timeless Black
– สีขาว Arctic White
– สีน้ำตาล Sahara Bronze

จำเป็นมั้ย? เมื่อ สตาร์ทรถ ควรวอร์มเครื่องก่อนขับ

เรื่องนี้อาจจะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับคนขับรถ แต่ก็เป็นเรื่องคาใจสงสัยกันมาก บางคนพอเสียบกุญแจรถสตาร์ทเครื่องยนต์ติดปุ๊ปออกตัวปั๊ป แต่ก็เคยได้ยินมาว่าหากจอดรถทิ้งไว้ทั้งคืน เมื่อกลับมาสตาร์ทเครื่องยนต์ควร วอร์มเครื่อง ยนต์ทิ้งไว้สักพักก่อนขับ เรื่องนี้จะมีข้อเท็จจริงแค่ไหน

ที่จริงแล้วการสตาร์ทเครื่องยนต์หลังจากไว้นานๆ แล้วขับรถออกไป ไม่ส่งผลดีกับเครืองยนต์ของรถยนต์แน่นอน เนื่องจากรถเมื่อจอดทิ้งไว้เปป็นเวลานาน เครื่องยนต์ระบบกลไกการทำงานต่างๆ ในรถ รวมถึงอุณหภูมิจะเหมือนรีเซ็ตหหยุดการทำงาน และเมื่อคุณเพิ่งสตาร์ดเครื่องยนต์ น้ำมันเครื่องยังสูบไปเลี้ยงเครื่องยนต์ในส่วนต่างๆ ยังไม่ทั่วถึง อุณหภูมิเครื่องยนต์ยังอยู่ในระดับต่ำ หากใส่เกียร์ขับทันทีจะเกิดปัญหาการสึกหรอของเครื่องยนต์ตามมา แม้ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นทันที แต่หากคุณมีพฤติกรรมเสียบกุญแจปุ๊บออกรถปั๊ป เครื่องยนต์จะมีปัญหาในระยะยาวอย่างแน่นอน
อีกสาเหตุที่ไม่ควรใส่เกียร์เหยียบคันเร่งออกไปทันที เนื่องจากเครื่องยนต์จะทำงานหนักมากขึ้น การสึกหรอจะเกิดขึ้นเนื่องจากส่วนประกอบต่างๆ ในเครื่องยนต์ยังไม่มีการขยายตัวพูดง่ายๆ ให้นึกภาพออกคือลองนึกภาพเหล็กเสียดสีกันย่อมเกิดกรสึกหรอเป็นธรรมดา แต่ถ้ามีสารหล่อลื่น ซึ่งก็คือน้ำมันไหลเวียนผ่านเครื่องยนต์เวลาทำงาน ชิ้นส่วนต่างๆ จะลดการเสียดสีลง เครื่องยนต์ทำงานได้ง่ายขึ้น
Cleaning car engine
ในกรณีที่จอดรถทิ้งไว้นานๆ ข้ามคืน เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ ควร วอร์มเครื่อง ยนต์ทิ้งไว้ประมาณ 3 -5 นาที เพื่อให้เครื่องยนต์มีความร้อน ความร้อนนี้จะลดความหนืดของน้ำมันเครื่อง ทำให้น้ำมันเครื่องทำงานลดการเสียดสีของเครื่องยนต์ได้อย่างเต็มที่
นอกจากนั้นก่อนบิดกุญแจรถสตาร์ทเครื่องยนต์ควรสำรวจฟังค์ชั่นการใช้ไฟฟ้าต่างๆ ในตัวรถด้วยว่ามีการปิดหรือไมน่ ทั้งปุ่มเครื่องปรับอากาศ วิทยุ เพื่อช่วยให้เครื่องยนต์สตาร์ดติดง่ายขึ้น เนื่องจากการเปิดฟังค์ชั่นการใช้งานไฟฟ้าในรถทิ้งไว้แล้วสตาร์ทจะเป็นการดึงกำลังไฟฟ้าในการสตาร์ทเครื่องยนต์
เรียบเรียง : kcycar.com
ที่มา : auto.mthai.com/news/tips/31267.html 







รู้หรือไม่ ใบขับขี่หมดอายุ ต้องต่อภายในกี่วัน


ใบขับขี่ หรือ "ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์" เป็นบัตรที่ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกคนจะต้องพกติดตัวไว้ทุกครั้งเมื่อขับขี่รถยนต์ ตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 (มาตรา 64) หากฝ่าฝืน มีโทษดังนี้
      - ผู้ขับรถยนต์โดยไม่มีใบขับขี่  ผู้นั้นต้องโทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
      - กรณีที่ผู้ขับขี่ขับรถยนต์ ในขณะที่ใบขับขี่ของตนเองหมดอายุ (มาตรา 65) จะต้องโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท

ใบขับขี่หมดอายุไม่ใช่เรื่องเล็กๆแล้วนะครับ แล้วเราจะต้องต่ออายุใบขับขี่เมื่อไหร่กันล่ะ จำได้ง่ายๆ เลยครับ
1. ผู้ขับขี่สามารถต่ออายุใบขับขี่ก่อนหมดอายุได้ล่วงหน้า 3 เดือน หรือภายใน 1 ปีหลังจากหมดอายุไปแล้วครับ
2. หากใบขับขี่หมดอายุไปแล้วเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ผู้ขับขี่จะต้องสอบข้อเขียนใหม่กันเลยทีเดียว โดยการสอบข้อเขียน ข้อสอบมีอยู่ 50 ข้อ ผู้ขับขี่จะต้องตอบให้ถูก 45 ข้อจาก 50 ข้อ ถึงจะผ่านครับ
3. กรณีที่เกิน 3 ปี ผู้ขับขี่ต้องสอบข้อเขียน และสอบภาคปฏิบัติทั้ง 3 ท่าใหม่ เช่นเดียวกับผู้ที่ขอรับใบขับขี่เป็นครั้งแรก
       ท่าที่ 1  จอดรถตรงจุด
       ท่าที่ 2  ถอยรถเข้าซอง (หักพวงมาลัยได้ไม่เกิน 7 ครั้ง)
       ท่าที่ 3  ทางเทียบขนานทางเท้า
ที่สำคัญอย่าลืมเตรียมใบรับรองแพทย์ไปด้วยนะครับ!
โดย หลักฐานประกอบคำขอ มีดังนี้
     
1. ใบขับขี่เดิม หรือใบแทน
     
2. บัตรประชาชนฉบับจริง พร้อมสำเนา
เมื่อหลักฐานพร้อมเราก็ลุยกันเลยครับ ขั้นตอนการดำเนินการ มีดังนี้
     1. ตรวจสอบเอกสาร และออกคำขอ
     2. ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
            - ทดสอบการมองเห็นสี ที่จำเป็นในการขับรถ ซึ่งก็คือ การมองเห็น สีเขียว เหลือง แดง
            - ทดสอบสายตาทางลึก โดย ผู้ขับขี่จะต้องปรับแท่งแนวตั้งให้ขนานกันได้มากที่สุด
            - ทดสอบสายตาทางกว้าง ผู้ขับขี่จะต้องสามารถบอกสีที่มุมตา โดยล็อกหน้าตรงได้อย่างถูกต้อง
            - ทดสอบปฎิกิริยาเท้า (ความสามารถในการใช้เบรคเท้า)
     3. เข้ารับการอบรมกฎจราจร 1 ชั่วโมง
     4. ผู้ขับขี่ชำระค่าธรรมเนียมจำนวน 605 บาท 
                 ค่าใบอนุญาตขับขี่รถยนต์        500 บาท 
                 ค่าถ่ายรูปและพิมพ์บัตร           100 บาท
                 ค่าคำร้อง                                5 บาท
     พร้อมถ่ายรูปพิมพ์ใบขับขี่ และรับใบขับขี่
เห็นมั้ยล่ะครับว่า "การต่ออายุใบขับขี่เป็นเรื่องง่ายๆ"  ที่สำคัญอย่าปล่อยให้ใบขับขี่หมดอายุก่อนแล้วแล้วจึงไปดำเนินการต่ออายุล่ะ เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะโดนตำรวจจับ ในข้อหาขับขี่รถยนต์โดยที่ใบขับขี่หมดอายุนะครับ

ที่มา:
กรมการขนส่งทางบก
www.dlt.go.th/th/ 
www.tipinsure.com

www.facebook.com/kcycar


All NEW Mercedes-Benz CLS-Class ทั้งภายนอก - ภายในห้องโดยสาร ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 29 พฤศจิกายน นี้ที่ LA Autoshow 2017

ยังไม่ทันที่เราจะนำภาพ teaser ชุดที่ 2 ของ All NEW Mercedes-Benz CLS-Class มาฝาก กลับมีภาพหลุดแบบเต็มๆ ของรถยนต์รุ่นนี้หลุดออกมาก่อนเปิดตัว ทั้งยังมีข้อมูลหลุดมาครบครัน ทั้งรายละเอียดภายนอก ภายในห้องโดยสาร และ สเป็คเครื่องยนต์

ที่มา : http://www.headlightmag.com/all-new-mercedes-benz-cls-class-leaked-photo/
 

เส้นสายตัวถังของ All NEW Mercedes-Benz CLS-Class ยังคงเอกลักษณ์ของรถยนต์ 4 ประตูสไตล์ Coupe เอาไว้ แถมดูเฉียบคมกว่าเดิม (แต่ลงตัวเท่ารุ่นปัจจุบันหรือไม่ คงแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคล) ส่วนขนาดตัวถังดูจะเตี้ยแบน และ กว้างกว่าเดิม ด้านหน้ามาพร้อมกับกระจังหน้าตามเอกลักษณ์ของ AMG พร้อมกันชนหน้าที่ดูดุไม่น้อย ไฟหน้าเป็นแบบ LED ซึ่งจะติดตั้งมาให้ในรุ่นท็อป โดยค่ายดาวสามแฉกระบุว่า “ให้ความเข้มของแสงสูงสุดเท่าที่กฎหมายอนุญาต”
ภายในรองรับผู้โดยสาร 5 ตำแหน่งได้อย่างแท้จริง โดยเบาะหลังสามารถแยกพับได้แบบ 40 : 20 : 40 ซึ่งเชื่อมต่อเข้ากับพื้นที่บรรทุกสัมภาระขนาด 520 ลิตร แดชบอร์ดด้านหน้า นำเอกลักษณ์ของค่ายดาวสามแฉกยุคหลัง มาใช้อย่างครบถ้วน ทั้งหน้าจอดิจิตอลคู่ Dual Screen ขนาด 12.3 นิ้ว และ ช่องแอร์วงกลม สำหรับโทนสีภายในห้องโดยสาร ตอนนี้หลุดมาเพียงภาพเดียวในโทนสีครีม – เทา ตัดด้วยไฟ LED สีฟ้า
 
ขุมพลังของ All NEW Mercedes-Benz CLS-Class เริ่มต้นกับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง เทอร์โบ ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ และแบตเตอรี่ Lithium-ion ในรุ่น CLS 450 4MATIC ให้กำลังสูงสุด 367 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร แรงบิดนี้จะใช้ได้ในระยะเวลาจำกัด เนื่องจากเป็นการดึงพลังงานไฟฟ้ามาใช้ ซึ่งได้เพิ่มพละกำลังจากเครื่องยนต์ขึ้นมาอีก 22 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดอีก 250 นิวตันเมตร
ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล จะมาในรหัส CLS 400d ซึ่งเป็นรหัสที่แรงที่สุดในตระกูลเครื่องยนต์ดีเซล ให้กำลังสูงสุด 340 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 700 นิวตันเมตร ระบบส่งกำลังคาดว่าเป็นเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ ส่งกำลังลงล้อคู่หลัง หรือลงพื้นทั้ง 4 ล้อ ช่วงล่างคาดว่าเป็น strut ในด้านหน้า และ multi-link ในด้านหลัง พร้อมทางเลือกช่วงล่าง Air Suspension เนื่องจากใช้ platform ร่วมกับ E-Class
ลูกเล่นอื่นๆ คาดว่าจะมีระบบขับขี่อัตโนมัติมาให้ด้วย ส่วนข้อมูลเพิ่มเติม โปรดอดใจรอชมการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ All NEW Mercedes-Benz CLS-Class ที่จะมีขึ้นในวันที่ 29 พฤศจิกายนนี้ ในงาน LA Auto Show ณ ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งในระหว่างที่รอกันนี้ ลองชมวีดีโอ teaser จากทางการแก้ขัดไปก่อน
ที่มา: wheelsmag

ติดตามข่าวสารยานยนต์ก่อนใครผ่านทาง Facebook

www.facebook.com/kcycar



Bmw E46 ไฟตก ไฟยก ต่างกันอย่างไร

โฉม Bmw E46

E46 มีเครื่องยนต์หลายรหัสดังนี้
-M43 4สูบ  8 วาล์ว (เครื่องรุ่นนี้มีใช้ทั้งรุ่น E36และ E46 ไฟตก)
-N42 4สูบ 16วาล์ว (จะมีในรุ่นไฟยก)
-N46 4สูบ 16วาล์ว (จะมีในรุ่นไฟยกปีท้ายๆน่าจะปี2005ขึ้นไป) รู้สึกว่าเครื่องรุ่นนี้ถูกใช้ต่อไปในรุ่น E90
-M52TU 6 สูบ (จะมีในรุ่น323i)
-M54  6 สูบ (จะมีในรุ่น330i)

E46 มีโฉมไฟตก(ปี 2001-2002) และไฟยก (ปี2003-2005)
ส่วนรุ่นย่อย
ก็มี 318i, 318iase,  323i,  323iase, 330i